ค้างคาว

VAMPIRE HISTORY
จากค้างคาวตัวน้อยสู่นวนิยาย
สยองขวัญกระฉ่อนโลก

ย้อนไปเมื่อประมาณ 50 ล้านปีก่อน ค้างคาวตัวแรกถือกำเนิดขึ้นบนโลก เมื่อดวงตะวันลับขอบฟ้า ปีกของพวกมันสยายออก เตรียมพร้อมที่จะโผบินและออกล่าเหยื่อในยามค่ำคืน ก่อนที่จะกลับมาสู่รังในตอนฟ้าสาง 

ค้างคาว สัตว์ห้อยหัวตัวดูดเลือด

‘ค้างคาว’ เป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมที่มีขนาดเล็กที่สุดในโลก พวกมันออกลูกเป็นตัว ทั้งยังมีปีกคล้ายกับนก มีฟัน ปาก และใบหน้าคล้ายหนู แต่มีลักษณะหูชี้ตรงเหมือนกับหมู พวกมันเป็นสัตว์สังคมที่ชอบอยู่รวมกันเป็นกลุ่ม นักชีววิทยากล่าวว่ามีค้างคาวมากกว่า 1,000 ชนิดทั่วโลก ตามปกติค้างคาวจะพักผ่อนหรือนอนหลับด้วยท่าทางที่มีเอกลักษณ์ คือจะใช้เล็บเกาะที่เพดานถ้ำหรือตามต้นไม้ แล้วห้อยหัวลงมา ส่วนมากจะไม่ค่อยมีสัตว์ชนิดใดมาทำอันตรายต่อพวกมันได้ เพราะเมื่อสัตว์อื่นจะมาทำร้าย ค้างคาวก็จะปล่อยกรงเล็บที่เกาะอยู่ ทำให้ตัวมันตกลงมา แล้วทันใดนั้นพวกมันก็จะกระพือปีกบินหนีไป

Bat

ค้างคาวถือเป็นสัตว์อีกหนึ่งชนิดที่มีความคล่องแคล่วว่องไวไม่น้อย มีทั้งค้างคาวที่กินพืชและค้างคาวกินสัตว์ โดยทั่วไปค้างคาวกินพืชมักจะชอบกินผลไม้และน้ำหวานจากดอกไม้ แทบไม่น่าเชื่อว่าการดูดน้ำหวานของพวกมันมีส่วนช่วยในการผสมเกสรของพืช ยิ่งไปกว่านั้นขี้ของค้างคาวยังเป็นปุ๋ยคุณภาพชั้นเยี่ยม ส่วนค้างคาวที่กินสัตว์หรือค้างคาวกินเลือดจะนิยมออกล่าเหยื่อในตอนกลางคืน อาหารของพวกมันคือแมลง หนู กบ และปลา พวกมันจะบินไปเกาะที่เหยื่อและใช้เขี้ยวฟันอันแหลมคมเจาะเข้าไปยังเส้นเลือดใต้ผิวหนัง จากนั้นจะใช้ลิ้นช่วยดูดเลือดเข้าปาก ซึ่งความพิเศษของสัตว์ชนิดนี้คือในน้ำลายของพวกมันจะมีโปรตีน Desmodus Rotundus Salivary Plasminogen Activator หรือ DSPA ซึ่งมีสรรพคุณป้องกันเลือดไม่ให้แข็งตัว ทำให้พวกมันสามารถดูดเลือดจากเหยื่อได้อย่างหนำใจ ความมหัศจรรย์ในน้ำลายของค้างคาวทำให้แพทย์พยายามทำการวิจัยและพัฒนา เพื่อนำเอาโปรตีนดังกล่าวไปใช้รักษาผู้ป่วยที่มีอาการหลอดเลือดอุดตัน

ค้างคาว

ความสามารถในการมองเห็นด้วย ‘หู’

ในปี ค.ศ. 1794 นักชีววิทยาชาวอิตาลีได้ทำการทดลองปิดดวงตาทั้งสองข้างของค้างคาว และปล่อยให้ค้างคาวตัวนั้นบินหาอาหาร แต่แทบไม่น่าเชื่อว่าพวกมันสามารถหาอาหารได้โดยไร้ซึ่งปัญหาใดๆ ถึงแม้ว่าดวงตาทั้งสองข้างจะถูกปิดเอาไว้ เขาจึงทดลองวิธีใหม่ด้วยการปิดหูทั้งสองข้างของค้างคาวแทน แต่ค้างคาวตัวดังกล่าวกลับไม่สามารถบินไปหาอาหารได้ แถมยังบินชนผนังอีกด้วย จึงได้มีการสันนิษฐานว่าค้างคาวใช้ ‘หู’ ในการมองเห็นแทน ‘ดวงตา’

โดนัลด์ กริฟฟิน (Donald Griffin) นักชีววิทยาชาวอเมริกัน ได้ทำการทดสอบทฤษฎีที่ว่านี้อีกครั้ง และได้มีการสรุปผลการทดลองว่า “ค้างคาวใช้หูในการฟังเสียงสะท้อน ทำให้พวกมันรับรู้ได้ถึงตำแหน่งและลักษณะของเหยื่อ” ค้างคาวจึงสามารถใช้ชีวิต หาอาหาร และหลบเลี่ยงศัตรูได้อย่างไม่น่าเชื่อ ซึ่งเทคนิคการใช้เสียงสะท้อนค้นหาตำแหน่งของค้างคาวถูกเรียกว่า Echolocation หรือ การกำหนดที่ตั้งวัตถุด้วยเสียงสะท้อน

แดร็กคูล่า (Dracula)
ตำนานความเชื่อสู่นวนิยายสยองขวัญชิ้นเอก

ค้างคาวและนกเค้าแมว ถูกนำมาเชื่อมโยงกับเรื่องราวลี้ลับเหนือธรรมชาติอยู่บ่อยครั้ง เนื่องจากน้ำเสียงที่ฟังดูน่ากลัวของพวกมัน ทั้งยังสามารถพบเห็นได้เฉพาะในเวลาค่ำคืน ยิ่งไปกว่านั้นตำนานแวมไพร์ (Vampire) ผีดูดเลือดที่เคยเขย่าขวัญคนทั้งโลก ก็ได้รับแรงบันดาลใจมาจากพฤติกรรมของค้างคาวบางสายพันธุ์ที่ดูดเลือดสัตว์ชนิดอื่นกินเป็นอาหาร ตามความเชื่อของชาวมุสลิมค้างคาวถือเป็นสัตว์ศักดิ์สิทธิ์ ในขณะที่มุมมองค้างคาวสำหรับชาวยิวคือสิ่งที่ชั่วร้าย ส่วนชาวยุโรปเองก็มีความเชื่อในเรื่องของแดร็กคูล่าที่ผูกพันกับค้างคาว

Vampire

ถ้าจะพูดถึงตำนานผีฝรั่งคงไม่มีใครที่ไม่รู้จักแดร็กคูล่า ผีดูดเลือดที่ดุร้ายและน่าสยดสยอง ซึ่งเรื่องราวของเขาเป็นที่โจษขานมากมายหลายศตวรรษ ตัวละครเอกในนวนิยาย Dracula ถูกสวมบทบาทให้เป็นชายหนุ่มรูปงาม ใบหน้าขาวซีด มีเขี้ยว สวมชุดดำคล้ายสูทที่มาพร้อมกับผ้าคลุมสีดำทึบ โดยจุดเริ่มต้นของนวนิยายสยองขวัญสุดสะพรึง เกิดขึ้นจากวล้าด เทเปส (Vlad Tepes) หรือ วล้าด แดร็กคูล (Vlad Dracul) เจ้าชายวล้าดที่ 3 ผู้ครองแคว้นวาลาเซีย (Valasia) ซึ่งถือกำเนิดในแคว้นทรานซิลเวเนีย (Transylvania) ประเทศโรมาเนีย (Romania) โดยเจ้าชายท่านนี้เป็นกษัตริย์ผู้ยิ่งใหญ่ ต้นตระกูลของเขาคือผู้กอบกู้เอกราชให้แคว้นวาลาเซียจากของฮังการี ในปี ค.ศ. 1310 วล้าด เทเปส เป็นทั้งนักรบและนักปกครองที่เก่งกาจ ทว่าเขาก็มีความกระหายเลือดและเหี้ยมโหดไม่แพ้กัน เขามักจะทรมานเชลยศึกที่จับได้ด้วยการนำมาเสียบประจาน

Dracula

จนอยู่มาวันหนึ่งเรื่องราวขนหัวลุกนี้ก็ดันไปเข้าหูนักประพันธ์ชาวไอริช เอบราแฮม สโตกเกอร์ (Abraham Stoker) หรือ แบรม สโตกเกอร์ (Bram Stoker) ทำให้เขาริเริ่มเขียนนวนิยายเรื่อง Dracula ขึ้น โดยผสมผสานตำนานแวมไพร์กับเรื่องราวของเจ้าชายวล้าดเข้าด้วยกัน จนออกมาเป็นเรื่องราวผีดูดเลือดที่ดังกระฉ่อนไปทั่วโลก นวนิยายเรื่องนี้ประสบความสำเร็จจนถูกแปลและตีพิมพ์เป็นภาษาต่างๆ ทั้งยังถูกนำไปสร้างเป็นภาพยนตร์และละครอีกมากมาย

Bran Castle

นอกจากนั้นเรื่องราวของแดร็กคูล่ายังทำให้ปราสาทบราน (Bran Castle) ถูกยกให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวยอดนิยมแห่งหนึ่งในประเทศโรมาเนีย ปราสาทแห่งนี้ถูกออกแบบด้วยสไตล์โกธิค (Gothic) ซึ่งมีอายุเก่าแก่มากกว่า 600 ปี ตั้งอยู่บนหน้าผาสูงใกล้เมืองบราซอฟ (Brasov) คนส่วนใหญ่เชื่อว่าปราสาทแห่งนี้เป็นปราสาทของแดร็กคูล่า โดยมีเรื่องเล่าปากต่อปากว่าแดร็กคูล่าอาศัยอยู่ในโรงศพอันหรูหรา ซึ่งซ่อนอยู่ภายในชั้นใต้ดินของปราสาท และจะออกหากินในตอนกลางคืนเช่นเดียวกับค้างคาว ทั้งยังบอกอีกว่าเหล่าแดร็กคูล่าโปรดปรานเลือดบริสุทธิ์ของหญิงสาวพรหมจรรย์

Porphyria

แดร็กคูล่าในมุมมองทางการแพทย์

ในเชิงการแพทย์มองว่าเรื่องผีดูดเลือดนั้นไม่ใช่ความจริง หากแต่จะเป็นโรคบางชนิดซึ่งทำให้ผู้ป่วยมีรูปลักษณ์คล้ายคลึงกับแวมไพร์ในนวนิยาย อย่างโรค พอร์ฟิเรีย (Porphyria) อันเกิดจากความผิดปกติของเลือด ทำให้ร่างกายขาดเอนไซม์ที่จะใช้สร้างร่างกาย ในสมัยก่อนจะรักษาโรคนี้ได้ด้วยการถ่ายเลือด โดยปกติแล้วผู้ป่วยโรคนี้จะมีผิวหนังที่ค่อนข้างไวต่อแสง จะเกิดผดผื่นขึ้นกับผิวหนังเนื่องจากอาการแพ้แสงแดด พวกเขาจึงกลัวและมักจะไม่ออกจากบ้านในเวลากลางวัน หากแต่จะไปไหนมาไหนในเวลากลางคืนแทน นอกจากนั้นผิวหนังที่เปราะบางของพวกเขายังมีการหลุดร่อน ทำให้ผู้ป่วยโรคนี้มีผิวขาวกว่าปกติ ยิ่งไปกว่านั้นลักษณะริมฝีปากของผู้ป่วยเป็นโรคพอร์ฟิเรีย จะถูกดึงรั้งจนสามารถมองเห็นซี่ฟันได้อย่างชัดเจน

ความโด่งดังของนวนิยายเขย่าขวัญ ‘Dracula’ คงต้องยกความดีความชอบให้กับเจ้าสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมที่เล็กที่สุดในโลกอย่าง ‘ค้างคาว’ อาจมีบางสายพันธุ์ของค้างคาวที่กินเลือดของสัตว์อื่นเป็นอาหาร แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าพวกมันมีบทบาทสำคัญในสายใยอาหาร ช่วยดำเนินห่วงโซ่อาหารให้สมดุล และเป็นอีกหนึ่งองค์ประกอบที่ทำให้วัฏจักรทางธรรมชาติสมบูรณ์ อย่างที่เป็นมา

 

 

 



tags : , , , ,


share share to facebook share to twitter

TipsDD Vampire History จากค้างคาวตัวน้อยสู่นวนิยาย สยองขวัญกระฉ่อนโลก