สารคดีการล่าโลมา

THE COVE
สารคดียอดเยี่ยมที่ตีแผ่มุมมืด
อันโหดร้ายของการล่าโลมา

‘The Cove’ คือสารคดีที่พูดถึงการล่าโลมาและวาฬของเมือง Taiji ในประเทศญี่ปุ่นที่แสนโหดร้าย สารคดีเรื่องนี้เป็นที่โด่งดังไปทั่วโลก และยังได้รับรางวัลชนะเลิศจากเทศกาล Sundance และ Oscar อีกด้วย ก่อนที่จะเข้าไปในเรื่องราวของ The Cove เราจะพามารู้จักกับหัวหน้าปฏิบัติการลับสุดเสี่ยงตายคนนี้กันก่อน

เรื่องราวของ Ric O’Barry

Ric เป็นครูฝึกโลมาชื่อดังในสวนสัตว์น้ำที่อเมริกา เขาคอยฝึกโลมาให้เชื่องเพื่อนำไปแสดงโชว์เรียกเสียงหัวเราะให้กับผู้คน Ric ฝึกมันด้วยความรักและดูแลเป็นอย่างดี จนมีผู้กำกับคนหนึ่งได้ติดต่อเขาให้มาแสดงในภาพยนตร์เรื่อง Flipper เป็นเรื่องราวที่บอกถึงความแสนรู้ของโลมา Ric ใช้โลมาถึง 5 ตัวในการแสดงเป็น Flipper และ 1 ในโลมา 5 ตัวของเขามีตัวที่เขารักมากที่สุดนั่นก็คือ Kathy

Ric O’Barry

การฆ่าตัวตายของ Kathy  

เบื้องหลังการถ่ายทำ Flipper ได้เกิดเรื่องเศร้าขึ้นเมื่อ Kathy โลมาตัวโปรดของ Ric ได้ฆ่าตัวตายขณะถ่ายทำ โดยตามหลักธรรมชาติของโลมาและวาฬนั้นมันไม่สามารถหายใจได้อัตโนมัติ ทุกลมหายใจของพวกมันจะต้องใช้ความตั้งใจ มันสามารถจบชีวิตของตัวเองลงได้หากไม่ต้องการมีชีวิตอยู่โดยการไม่สูดลมหายใจ

ซึ่งในระหว่างการถ่ายทำในฉากแทงค์น้ำ Kathy ว่ายเข้ามาอยู่ในอ้อมกอดของ Ric มันมองตาเขาครั้งสุดท้าย หายใจ 1 ครั้ง ปล่อยให้ตัวเองจมลงและไม่โผล่ขึ้นมาหายใจอีกเลย มันเครียดเกินไป ขาดอิสระกับการถูกขังในที่แคบๆ ในสวนน้ำจนรับไม่ไหว Ric มองตามันและรับรู้ได้ว่ามันมาลา เขาเข้าใจและจำใจที่จะต้องปล่อยให้มันจากไปอย่างไม่มีวันกลับมา

 

จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทำให้ Ric รู้สึกเสียใจอย่างมาก และรู้ว่าสิ่งที่เขาทำมันคือการทรมานสัตว์ เขาลาออกจากการเป็นครูฝึกในสวนน้ำเพื่อผันตัวมาเป็นนักเคลื่อนไหวต่อสู้เพื่อโลมา ชดเชยให้กับ Kathy โลมาเพื่อนรักที่เขาได้ทำร้ายมันอย่างไม่ตั้งใจ

THE COVE ความโหดร้ายของมนุษย์

‘The Cove’ เกิดจากการร่วมมือกันของนักดำน้ำโดยไม่ใช้เครื่องช่วยหายใจ นักอนุรักษ์และช่างภาพ กำกับโดย Louie Psihoyos เขียนบทโดย Mark Monroe ซึ่ง Ric ได้ถูกติดต่อให้ร่วมกันทำสารคดีเรื่องนี้

โดยภารกิจลับนี้ทางทีมได้วางแผนไว้ว่าจะเข้าไปหมู่บ้าน Taiji  ประเทศญี่ปุ่นและแอบเข้าไปในพื้นที่ที่ถูกจัดเป็นเขตห้ามบุคคลภายนอกเข้า Ric ได้ติดต่อผู้เชี่ยวชาญหลายๆ ด้านมาร่วมทีม เช่น นักดำน้ำอิสระ นักผจญภัย ผู้เชี่ยวชาญด้านสเปเชี่ยลเอฟเฟคภาพยนตร์มาช่วยสร้างภูเขาปลอม ก้อนหินปลอมไว้ซ่อนกล้องวิดิโอ พวกเขาใช้ความพยายามเข้าไปติดตั้งกล้องเพื่อทำสารคดี โดยทำการติดตั้งทั้งใต้น้ำและบนบกตามจุดต่างๆ

เช้าวันต่อมาสิ่งที่ถูกถ่ายทอดลงในวิดิโอคือ เรือประมงที่คอยต้อนฝูงโลมาเข้ามาติดอวนในอ่าว การฆ่าโลมาก็เริ่มขึ้น โลมาหลายตัวส่งเสียงดังจากความทรมาน พวกมันพยายามกระโดดไปมาเพื่อหนีเอาตัวรอดจากการถูกชาวประมงใช้เหล็กปลายแหลมแทงเข้าไปที่โลมา พวกเขาไล่แทงมันไปเรื่อยๆ เพื่อให้เลือดมันหมดตัวจนตาย จากน้ำทะเลสีครามกลายเป็นทะเลสีเลือด  โลมาตัวที่หมดแรงจะถูกลากขึ้นเรือไปทีละตัวจนหมด แล้วเรือประมงก็แล่นจากไป เหลือไว้แต่เพียงน้ำทะเลสีแดงที่หดหู่ ไร้เสียงของสิ่งมีชีวิต โลมาที่ไม่ได้ถูกเลือกจากบรรดาครูฝึกของสวนน้ำจะถูกฆ่าเพื่อเอาเนื้อไปขายเป็นจำนวนมาก เคยมีกลุ่มนักอนุรักษ์พยายามจะเข้าไปถ่ายทำแต่ก็ล้มเหลวไม่เป็นท่าเพราะตำรวจและทางการไม่ให้ความร่วมมือ  

หลังจากนั้น Ric ได้เดินเข้าไปในที่ประชุมพร้อมกับแบกจอภาพงานถ่ายสารคดีเพื่อที่จะบอกความจริงให้โลกรู้ถึงความลับของเมือง Taiji ที่ถูกซ่อนไว้

Taiji เมืองแห่งการล่า

เบื้องหลังความโหดร้ายที่ถูกปกปิดอยู่ภายใต้การตกแต่งหมู่บ้านที่เต็มไปด้วยโลมาแสนน่ารัก Taiji หนึ่งในเมืองที่รุ่งเรืองที่สุดในเอเชีย ยังคงมีความเชื่อดั้งเดิมในเรื่องประเพณีการล่าโลมาและวาฬ ซึ่งจะถูกจัดขึ้นในเดือนกันยายนของทุกปี โดยชาวประมงจะฆ่าทั้งโลมาและวาฬขนาดเล็ก คนส่วนใหญ่รู้ว่าชาวบ้านที่นี่มีอาชีพหลักคือการจับโลมาส่งสวนน้ำเพื่อไปฝึก Taiji ยังเป็นแหล่งหลักของการกระจายโลมาส่งไปยังสวนน้ำหลายประเทศทั่วโลกอีกด้วย สิ่งที่ถูกปิดเป็นความลับไว้ก็คือการฆ่าโลมาของทุกปีอย่างโหดร้ายทารุณ

เมือง Taiji ยังขึ้นชื่อในเรื่องการแสดงโลมา ที่นั่นมี SeaWorld ขนาดใหญ่ที่มีการแสดงของโลมา และในขณะเดียวกันนั้นผู้คนก็สามารถหาซื้อเนื้อโลมาได้ใน SeaWorld อีกเช่นกัน แต่สิ่งที่น่ากลัวยิ่งกว่านั้นคือเนื้อโลมาถูกจัดเป็นอาหารกลางวันหลักของนักเรียนในโรงเรียนประถมของเมืองด้วย

"โลมากินปลาเล็กมากเกินไป"
เป็นความเชื่อที่ถูกหรือผิด?

ทุกๆ ปี มีโลมามากกว่า 20,000 ตัวที่ถูกล่าในน่านน้ำของญี่ปุ่น บางส่วนจะถูกส่งขายให้สวนน้ำ แต่ส่วนใหญ่จะถูกนำมาแปรรูปเป็นเนื้อชั้นดีส่งไปตามร้านอาหารญี่ปุ่นหลายแห่งเพื่อเอาไว้เรียกลูกค้าที่นิยมทานเมนูแปลก โดยทางการของญี่ปุ่นให้เหตุผลของการล่าโลมาว่าเป็นวัฒนธรรมที่มีมานานแล้วเหมือนกับชาวตะวันตกที่ล่าวัวเพื่อทานเนื้อวัว

แต่ก็มีเสียงของฝ่ายต่อต้านบอกว่า เนื้อโลมามีแต่สารปรอท ทานเข้าไปเป็นอันตรายต่อร่างกาย คำตอบจากทางการของชาวญี่ปุ่นที่ให้มานั้นกลับเป็นเพียงแค่ตรรกะแปลกๆ ที่ไม่น่ายอมรับนั่นก็คือการให้เหตุผลว่าปลาโลมานั้นกินปลาตัวเล็กเยอะเกินไป มีข้อมูลจาก bluevoice.org  ได้บอกถึงความเสี่ยงในการบริโภคเนื้อโลมาไว้ว่าโลมามีสารพิษหลายชนิด โดยเฉพาะตะกั่วที่มีการปนเปื้อนสูงกว่ามาตราฐานที่มนุษย์จะสามารถทานได้ และมีรายงานระบุอีกว่าชาวญี่ปุ่นที่อยู่ในชุมชนที่บริโภคเนื้อโลมามีระดับของสารปรอทมากกว่าคนทั่วไปถึง 5 เท่า

จำนวนโลมาและวาฬที่ลดลง

หลังจากที่สารคดี The Cove ถูกเผยแพร่ส่งผลให้การล่าโลมาลดน้อยลงแต่ก็ยังไม่หมดไป ซึ่งในปี 2013 องค์การตรวจสอบเพื่อสิ่งแวดล้อมของอังกฤษ ได้เผยผลสำรวจพื้นที่ทะเลโดยรอบประเทศญี่ปุ่นว่า วาฬ โลมา และสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมขนาดเล็กกว่าโลมาที่เรียกว่า พอร์พอยส์ หลายชนิดลดจำนวนลงจนเหลือน้อยมากรวมไปถึง โลมาแถบ คือโลมาที่เป็นหลักในอุสาหกรรมประมงของญี่ปุ่นบางพื้นที่ไม่มีเหลือแล้ว กลายเป็นสัตว์ที่กำลังจะสูญพันธุ์ไปจากทะเลญี่ปุ่นแบบถาวร ในแง่ของระบบนิเวศโลมาและวาฬเป็นผู้บริโภคระดับบนในห่วงโซ่อาหารที่ช่วยสร้างสมดุลให้กับระบบนิเวศในทะเล ควบคุมประชากรปลาอีกทั้งยังช่วยกำจัดปลาที่อ่อนแอไม่แข็งแรงไม่ให้มีโอกาสกระจายพันธุ์ต่อไปได้

การล่าโลมาและวาฬในญี่ปุ่นยังคงดำเนินต่อไป แม้จะมีกระแสโจมตีจากฝ่ายต่อต้านรอบด้าน ดูเหมือนว่าญี่ปุ่นจะไม่ได้รู้สึกอะไรแม้แต่น้อย ล่าสุดนั้นเมือง Taiji ในญี่ปุ่นกำลังเตรียมการสร้างอุทยานสัตว์น้ำขนาดใหญ่ที่มีเนื้อที่กว่า 170 ไร่ มีเรือท่องเที่ยวนำชมวาฬและโลมา และสิ่งที่โหดร้ายที่สุดนั่นคือในอุทยานจะมีเมนูจากเนื้อวาฬและโลมาคอยบริการให้กับนักท่องเที่ยวอีกด้วย

เมื่อวันที่ 31 พฤษภาคม 2561 มีรายงานข่าวจาก The Japan Times เปิดเผยข้อมูลของวาฬมิงค์ที่ถูกญี่ปุ่นล่าในปีนี้ มีจำนวนมากถึง 333 ตัว ซึ่งในจำนวนนี้มี 122 ตัวที่เป็นเพศเมียที่กำลังตั้งท้อง และวาฬที่ยังไม่โตเต็มวัยอีกหลายสิบตัวแม้ว่าทางรัฐบาลโตเกียวจะลงนามเอ็มโอยูในการลดล่าวาฬแล้ว แต่ก็ใช้การอาศัยช่องว่างนี้โดยอ้างว่าได้ล่าวาฬไปสำหรับการทดลองด้านวิทยาศาสตร์ ซึ่งมีกระแสวิจารณ์มากมายที่บอกว่าญี่ปุ่นไม่ได้ล่าวาฬเพื่อนำไปรับประทาน

 

หากยังมีการล่าโลมาและวาฬต่อไปเรื่อยๆ อาจจะไม่หลงเหลือวาฬและโลมาให้เราได้เห็นกันอีกแล้ว แต่อย่างน้อยสิ่งที่เราพอจะทำกันได้ก็คือการไม่ไปสนับสนุนหรือไปดูโชว์การแสดงของสัตว์เหล่านี้ก็ถือว่าได้ช่วยแล้วล่ะ และได้แต่หวังว่าเทศกาลการล่าสัตว์เหล่านี้จะหมดไปในอนาคต

 

 

 



tags : , , , ,


share share to facebook share to twitter

TipsDD The Cove สารคดียอดเยี่ยมที่ตีแผ่มุมมืดอันโหดร้ายของการล่าโลมา