Volkswagen
 
 
 

VOLKSWAGEN
ความคลาสสิกของรถเต่าที่ ‘เก๋า’
มาตั้งแต่รุ่นพ่อ

 

มีหลากหลายแบรนด์รถยนต์ที่ถูกรังสรรค์ขึ้นจากความอัจฉริยะ และความสามารถล้ำเลิศในการออกแบบของเหล่าวิศวกรยานยนต์ แต่เชื่อว่าคงไม่มีใครที่ไม่รู้จัก Volkswagen (โฟล์คสวาเกน) รถยนต์คลาสสิกสัญชาติเยอรมัน ที่ครองใจหนุ่มๆ มาหลายยุคสมัย ไม่เพียงดีไซน์ที่โดดเด่นอันเป็นเอกลักษณ์ แต่ยังมีฟังก์ชันการใช้งานที่แตกต่าง อีกทั้งระยะทางการวิ่งกว่า 65 ปีของรถยนต์คันนี้ ก็น่าสนใจไม่น้อยเลย

รถโฟล์คเต่า ความเก๋าแบบคลาสสิก

ย้อนไปเมื่อสมัยก่อนสงครามโลกครั้งที่ 2 ในปี ค.ศ. 1930 มีรถยนต์เยอรมันที่จดทะเบียนเพียง 500,000 คัน ซึ่งน้อยมากเมื่อเทียบกับเพื่อนบ้านอย่างฝรั่งเศสหรืออังกฤษ ที่มีมากกว่า 1.5 ล้านคัน ยิ่งไปกว่านั้นถ้านับในประเทศสหรัฐอเมริกาก็มียานพาหนะกว่า 26 ล้านคันเลยทีเดียว ในตอนนั้นประเทศเยอรมนีมีการสร้างถนนมอร์เตอร์เวย์ เพื่อพร้อมรองรับรถจักรยานยนต์และนวัตกรรมรถยนต์ที่จะเกิดขึ้น อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ (Adolf Hitler) ผู้นำพรรคนาซีเยอรมัน (NSDAP) จึงมีความต้องการที่จะสร้างรถยนต์ เพื่อให้ประชาชนชาวเยอรมันมีรถยนต์ใช้กันอย่างทั่วถึง เขาจึงได้มอบหมายโปรเจกต์ให้กับ เฟอร์ดินานด์ ปอร์เช่ (Ferdinand Porsche) วิศวกรเอกแห่งโลกยานยนต์ ให้เข้ามาวางแผนและควบคุมงานออกแบบ Volkswagen

Adolf Hitler

Volk (โฟล์ค) ในภาษาเยอรมันแปลว่า ประชาชน

Wagen (วาเกน) ในภาษาเยอรมันแปลว่า รถยนต์

เมื่อรวมทั้งสองคำนี้เข้าด้วยกันแล้ว Volkswagen (โฟล์คสวาเกน) จึงมีความหมายว่า ‘รถยนต์ของประชาชน’

 

โดยฮิตเลอร์กำหนดโจทย์ในการออกแบบว่า รถยนต์จะต้องสามารถจุผู้ใหญ่ได้ 2 คน และเด็กอีก 2 คน เป็นรถขนาดกะทัดรัด แต่มีพื้นที่สำหรับเก็บสัมภาระ มีสมรรถภาพแข็งแรงทนทาน บำรุงรักษาง่าย สามารถวิ่งด้วยความเร็ว 100 กิโลเมตรต่อชั่วโมง และที่สำคัญที่สุดราคาต้องอยู่ในขอบเขตที่ประชาชนเอื้อมถึง

หลังจากที่ได้รับมอบหมายงาน เฟอร์ดินานด์ ปอร์เช่ ผู้เชี่ยวชาญทางด้านรถยนต์ชาวออสเตรีย ก็เดินทางไปยังประเทศสหรัฐอเมริกา เพื่อศึกษาและดูตัวอย่างการผลิตรถยนต์ที่มีประสิทธิภาพของ Ford จากนั้นเขาก็กลับมาผลิตรถยนต์ Volkswagen คันแรก ซึ่งรถยนต์ที่ถูกผลิตออกมานั้นมีช่วงล่างแบบทอร์ชันบาร์ (Torsion Bars) ออกแบบมาเพื่อต้านทานแรงยุบตัว ช่วยปรับสมรรถนะในการขับขี่และควบคุมยานยนต์ ทั้งบนถนนทางเรียบและขรุขระได้เป็นอย่างดี ในขณะที่รถยนต์ออกตัวหรือเบรกอย่างกะทันหัน เครื่องยนต์อาจจะมีการโยนตัวไปมา จึงได้มีการติดตั้งยางแท่นเครื่องรถยนต์ (Engine Mounting) เป็นการขับเคลื่อนด้วยล้อหน้า ที่จะมาช่วยซับแรงสั่นสะเทือน เพราะแรงสั่นสะเทือนที่ว่านี้อาจทำให้รถยนต์เกิดความเสียหายได้

รถยนต์ชวนเชื่อของพรรคนาซีเยอรมัน

 บ้างก็ว่า Volkswagen เริ่มต้นขึ้นในฐานะรถยนต์โฆษณาชวนเชื่อของพรรคนาซีเยอรมัน โดยมี อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ ผู้นำพรรคเป็นผู้วางรากฐาน จากสโสแกนที่ว่า "Fünf Mark die Woche musst Du sparen - willst Du im eignen Wagen fahren!" หรือแปลว่า “คุณต้องจ่าย 5 มาร์คต่อสัปดาห์ - คุณจะได้ขับรถยนต์ของคุณเอง!”  ซึ่งประชาชนชาวเยอรมันให้ความสนใจกับสโลแกนของฮิตเลอร์เป็นอย่างมาก และเงินเพียง 5 มาร์คเยอรมันในตอนนั้น ถือเป็นราคาที่ประหยัดและคุ้มค่าสำหรับทุกคน เมื่อประชาชนสนใจนโยบายรถยนต์นี้ จึงต้องมีการใช้เงินในการลงนามสัญญาออมทรัพย์ บางข้อมูลก็บอกว่าเงินนั้นถูกนำมาใช้เพื่อผลิตอาวุธยุทโธปกรณ์ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ด้วย

เงารถยนต์ที่เฉิดฉายภายหลังสงคราม

ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 หลังจากที่เยอรมนีบุกโจมตีโปแลนด์ ไม่นานนักโรงงาน Volksawagen ก็ถูกเปลี่ยนจากโรงงานผลิตรถยนต์ สู่โรงงานผลิตอาวุธยุทโธปกรณ์ และเฟอร์ดินานด์ ปอร์เช่ ก็ได้รับมอบหมายให้พัฒนา Volkswagen รุ่นสำหรับการทหาร

หลังจากที่เยอรมนีปราชัยในสงครามโลกครั้งที่ 2 อาคารและโรงงานผลิตบางส่วนถูกทำลายไปจากภัยสงคราม แต่เครื่องจักรและอุปกรณ์ก็ยังอยู่ในสถาพที่สามารถใช้การได้อยู่ ภายหลังสงครามเยอรมนีถูกแบ่งเป็น 2 ส่วน และในส่วนที่มีโรงงาน Volkswagen อยู่ภายใต้การควบคุมของประเทศอังกฤษ ความรับผิดชอบในโรงงานจึงได้ถูกส่งผ่านไปยังทหารอังกฤษ

Volkswagen Beetle

นับตั้งแต่นั้นก็เป็นสัญญาณการเริ่มต้นของ Volkswagen Käfers รถยนต์ที่มีลักษณะคล้ายกับด้วง ส่วนคนไทยจะเรียกว่ารถโฟล์คเต่า หรือรถเต่า เพราะมองว่าคล้ายคลึงกับแมลงเต่าทอง จนกระทั้งในปี ค.ศ. 1951 ฝ่ายสัมพันธมิตรที่เป็นผู้ชนะในสงคราม ได้ยกเลิกการควบคุมอุตสาหกรรมยานยนต์ในเยอรมนี ทำให้ยอดขายรถโฟล์คเต่าเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว รถเต่าขายดีที่สุดในสหรัฐอเมริกาช่วงยุค 60s และบริษัท Volkswagen ก็เริ่มเรียกรถยนต์รุ่นนี้ว่า Volkswagen Beetle อย่างเป็นทางการ

 

ตัวแทนความสำเร็จของประเทศผู้แพ้สงคราม

Volkswagen ถือว่าเป็นยานพาหนะที่สำคัญในการขับเคลื่อนมวลชนช่วงยุคหลังสงคราม เป็นสัญลักษณ์ของความมหัศจรรย์ทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นในประเทศที่ถูกตราหน้าว่าเป็น ‘ผู้แพ้สงคราม’

Volkswagen Bully

หลังจากที่รถโฟล์คเต่ามีการพัฒนาขึ้นเรื่อยๆ ก็มีการผลิตรถ Volkswagen Bully ที่มีลักษณะคล้ายรถมินิบัส ซึ่งรถยนต์รุ่นนี้ถือว่ามีฟังก์ชันการใช้งานที่เป็นเลิศ เนื่องจากมีพื้นที่ขนาดใหญ่ สามารถโดยสารไปเที่ยวด้วยกันทั้งครอบครัวได้อย่างง่ายดาย การผลิตรถยนต์รุ่นนี้ถือว่าได้รับความสำเร็จเป็นอย่างมาก จนทำให้บริษัท Volkswagen ต้องเพิ่มฐานการผลิตอีกหนึ่งที่คือเมืองฮันโนเวอร์ (Hannover) ไว้สำหรับผลิตรถตู้และรถยนต์เพื่อการพาณิชย์

ปี ค.ศ. 1972 Volkswagen ได้สร้างรถยนต์กว่า 15,007,034 คัน และกลายเป็นแชมป์โลกแห่งการผลิตรถยนต์รายใหม่ แซงหน้าสถิติการผลิตรถยนต์ของ Ford Model รุ่น Tin Lizzy ในปีนั้นถือว่าโฟล์คสวาเกนเป็นรถยนต์ที่มียอดการผลิตสูงที่สุดในโลก ก่อนที่ Volkswagen Golf  จะแซงหน้าในปี ค.ศ. 2002

 

ปี ค.ศ. 1973 Volkswagen Passat ถูกผลิตขึ้น โดยมีระบบเครื่องยนต์ 4 เฟด ที่ระบายความร้อนด้วยน้ำในเครื่องยนต์ และขับเคลื่อนด้วยล้อหน้า โดยจุดแข็งของรถยนต์รุ่นนี้คือมีเครื่องยนต์ถึง 110 แรงม้า

หลังจากการผลิตรถยนต์รุ่น Volkswagen Passat ที่ได้มาตรฐาน ไม่นานนัก Volkswagen Golf ก็ถูกผลิตออกสู่ตลาด ผู้คนหันมาสนใจกับรถยนต์รุ่นใหม่คันนี้มาก และมียอดขายถล่มถลายไปทั่วโลก

ย้อนกลับไปที่ Volkswagen Beetle ซึ่งตั้งแต่ปี ค.ศ. 1949 จนถึงปี 1990 รถยนต์รุ่นนี้ถูกผลิตออกมาสู่ตลาดหลากหลายรุ่น แต่หลังจากนั้นยอดจำหน่าย Volkswagen Beetle ก็ลดเหลือเพียงประมาณ 30,000 คันต่อปีเท่านั้น บริษัทโฟล์คสวาเกนจึงตัดสินใจยุติการผลิต Beetle อย่างเป็นทางการ และมีการตั้งชื่อรถคันสุดท้ายนี้ว่า El Rey’  ซึ่งแปลว่า ‘ราชา’  ในภาษาสเปน ก่อนที่จะส่งรถเต่าคันสุดท้ายไปเก็บที่พิพิธภัณฑ์ในเมืองวูล์ฟเบิร์ก (Wolfsburg) ประเทศเยอรมนี

 

 

 

 
 


tags : , , , ,


share share to facebook share to twitter

TipsDD Volkswagen ความคลาสสิกของรถเต่าที่ ‘เก๋า’ มาตั้งแต่รุ่นพ่อ