ปอมเปอี
 
 
 

P O M P E I I
ปอมเปอี 
ร่องรอยแห่งอารยธรรม
สู่สถานที่ท่องเที่ยวอันโด่งดัง

 

‘ปอมเปอี’ (Pompeii) อดีตเมืองอาณาจักรโรมันในประเทศอิตาลี (Italy) ที่ถูกฝังไว้ใต้เถ้าถ่านและหินลาวาจากภูเขาไฟวิสุเวียสในเหตุการณ์ภูเขาไฟระเบิดครั้งใหญ่ ปี ค.ศ. 79 ที่ทำให้เมืองจมหายไปในพริบตา

ว่ากันว่า...ในยุคนั้นปอมเปอีเป็นดินแดนแสนศิวิไลซ์ มีทำเลที่เอื้อเฟื้อต่อการทำการค้าและการเกษตร เนื่องจากดินบริเวณภูเขาไฟมีความอุดมสมบูรณ์ และยังเป็นบ้านพักต่างอากาศยอดนิยมของชาวโรมันที่มีฐานะทางการเงินอีกด้วย เมืองถูกตกแต่งอย่างละเอียดละออด้วยกระเบื้องโมเสกและภาพเฟรสโก สถาปัตยกรรมอันงดงามที่แตกต่างจากเมืองอื่น ด้านหนึ่งของเมืองมีฟอรั่ม (Forum) ที่เอาไว้เพื่อใช้ในการจัดงานรื่นเริง พบปะสังสรรค์ของชาวเมือง และวิหารของเทพเจ้าที่สร้างขึ้นอยู่หลายจุดของเมือง เช่น เทพเจ้าวีนัส (Venus) จูปิเตอร์ (Jupiter) และอพอลโล (Apollo)

ชาวปอมเปอียังชื่นชอบสิ่งที่สร้างความบันเทิงใจ พวกเขาได้สร้างอัฒจันทร์ขนาดใหญ่ที่จุคนได้ถึง 20,000 คน รวมถึงโรงละครอีกหลายแห่ง เอาไว้ใช้ในพิธีฉลองเทศกาลต่างๆ  สิ่งเหล่านี้ทำให้เราเห็นว่าในยุคนั้นว่าปอมเปอีเคยเป็นเมืองหนึ่งที่มีความสวยงาม รุ่งโรจน์ และวิถีชีวิตของผู้คนที่มีความมั่งคั่งร่ำรวยมากเพียงใด แต่สุดท้ายแล้วเมืองที่แสนศิวิไลซ์อย่างปอมเปอีก็ไม่อาจหนีความโหดร้ายของภัยธรรมชาติได้

Pompeii

การค้นพบ ‘ปอมเปอี’ ที่หายสาบสูญ

หลังจากที่เมืองปอมเปอีหลับใหลอยู่ใต้เถ้าถ่านที่หนาหนักอยู่หลายพันปีก็มีการขุดค้นพบซากเมืองปอมเปอีเป็นครั้งแรกในปี ค.ศ.1534 แต่ก็ไม่ได้รับความสนใจมากนัก ต่อมาในปี 1599 ได้มีการขุดเจอกำแพงที่เต็มไปด้วยภาพวาดและจารึกโดยคนกลุ่มหนึ่งระหว่างขุดอุโมงใต้ดิน แต่แล้วการสำรวจก็หยุดชะงักไป

จนในปี 1748 ตระกูลบูร์บง ผู้ที่ปกครองรัฐเนเปิลส์ในอิตาลีระหว่างปี 1734–1861 ได้มีความสนใจที่จะค้นหาเมืองปอมเปอี พวกเขาจึงจ้างคนงานไปขุดหาเมืองโดยใช้วิธีการขุดเป็นอุโมงค์เข้าไปจนพบเมืองปอมเปอีในที่สุด และพบสิ่งของมีค่าอยู่มากมายจนสั่งให้คนงานนำออกมาเพื่อเก็บไว้ในพิพิธภัณฑ์ส่วนตัวของตระกูลบูร์บง จนในปี 1861 รัฐต่างๆ ในอิตาลีได้รวมกันเป็นประเทศเดียวจึงทำให้ตะกูลบูร์บงล่มสลาย ชาวอิตาลีก็เริ่มให้ความสนใจในเรื่องราวของการค้นพบเมืองปอมเปอีมากขึ้น การขุดซากเมืองและบรูณะได้ทำมาเรื่อยๆ ตั้งแต่ปี 1748–1860 ซึ่งในวิธีการขุดสำรวจก็มีการเปลี่ยนแปลงไปตามหลักวิชาการและเทคโนโลยีใหม่ตามยุคสมัย

ต่อมาในปี 1863 ได้มีการค้นพบครั้งสำคัญที่สุดครั้งหนึ่ง โดยหัวหน้านักโบราณคดีนามว่า กูวเซปเป้ ฟิโอเรลลี่ (Giuseppe Fiorelli) ได้ค้นพบชิ้นส่วนร่างไร้วิญญาณของชาวเมืองปอมเปอี ซึ่งชิ้นส่วนเหล่านั้นได้เสื่อมสลายไปตามกาลเวลาจนเหลือแต่เพียงกระดูกและโพรงอากาศอยู่ใต้ขี้เถ้าภูเขาไฟ หากขุดโดยวิธีปกติจะทำให้ชิ้นส่วนหลักฐานเสียหายได้ง่าย เขาจึงคิดค้นวิธีอันน่าทึ่งเพื่อรักษาความสมบูรณ์ของชิ้นส่วนให้มากที่สุด โดยการเจาะรูเล็กๆ และกรอกปูนปลาสเตอร์ลงไปหลังจากนั้นรอจนแห้งแล้วขุดขึ้นมา สิ่งที่ได้เห็นคือท่าทางหรืออิริยาบถในช่วงสุดท้ายของชีวิตของชาวเมืองหลายคน ด้วยท่วงท่าต่างๆ ที่ทำให้เราได้รู้ว่าในวินาทีนั้นผู้คนคิดอะไรอยู่ บ้างก็นั่งคุกเข่าสวดมนต์ บ้างก็เอามือปิดปากปิดจมูก หรือกอดกันในช่วงชีวิตสุดท้ายก่อนจะสิ้นลมหายใจ นอกจากนี้ยังพบสมบัติที่อยู่ข้างกายที่บ่งบอกถึงฐานะของแต่ละคนอีกด้วย เช่น สร้อยทองคำที่มักจะมีในตะกูลที่มั่งคั่ง ส่วนทาสจะเห็นได้ชัดจากโซ่ที่ล่ามข้อมือไว้นั่นเอง

เมืองปอมเปอีสู่สถานที่ท่องเที่ยว
อันโด่งดังของประเทศอิตาลี


ในปี 1924–1961 หัวหน้านักโบราณคดีได้เปลี่ยนเป็น อเมดีโอ มายอูรี เขาได้บรูณะซ่อมแซมฝาผนังและเพดาน ข้าวของเครื่องใช้ต่างๆ ที่ค้นพบ ซึ่งจะถูกนำไปศึกษาและจะวางไว้ที่เดิมเมื่อศึกษาเสร็จ จากการขุดค้นอย่างต่อเนื่องจนเปิดสิ่งที่ทับถมเมืองออกหมดและเผยให้เห็นสภาพของเมืองที่เกือบสมบูรณ์ จนเปิดเป็นสถานที่ท่องเที่ยวให้ผู้คนได้เข้ามาเยี่ยมชมความงดงามของอารยธรรมโรมัน และแอบแฝงไปด้วยความหดหู่ที่มากับร่องรอยความผุพังบางส่วนตามที่ต่างๆ  

สถาปัตยกรรมอันงดงามของเมืองปอมเปอีทำให้ที่นี่ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกจากองค์การยูเนสโก เมื่อปี 1997 และปัจจุบันยังกลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญของประเทศอิตาลีที่มีนักท่องเที่ยวมาเยือนถิ่นมากกว่า 2 ล้านคนต่อปีเลยทีเดียว ที่นี่นักท่องเที่ยวสามารถเดินชมความงามของเมืองไปตามถนนที่ชาวปอมเปอีเคยใช้สัญจรไปมา และจะได้เห็นคฤหาสน์ที่พวกเขาเคยอาศัยอยู่ เช่น ฟอนเฮาส์ที่โด่งดังในอดีต วิหารของจอมเทพจูปิเตอร์ หรือฟอรั่ม

นอกจากนี้ยังมีข้าวของเครื่องใช้ในยุค 2,000 ปีก่อนที่คนในยุคนี้ต้องไม่เคยเห็นแน่นอน ไม่ว่าจะเป็น เหยือกน้ำ ถังเก็บไวน์ ถ้วยชามเซรามิก โมเสกสีสันสวยงาม เหรียญบรอนซ์โบราณ ผนังที่เต็มไปด้วยภาพวาดวิถีชีวิตของชาวเมืองที่วาดขึ้นอย่างปราณีต และอีกมากมาย ซึ่งของบางส่วนจะถูกส่งไปยังพิพิธภัณฑ์โบราณคดีแห่งชาติที่เมืองเนเปิลส์

การเดินเฉยๆ อาจดูเป็นเรื่องน่าเบื่อ แต่สำหรับเมืองปอมเปอีแห่งนี้คุณจะไม่รู้สึกเบื่อเลย เพราะมีสถาปัตยกรรมที่น่าหลงใหลอยู่ทุกที่ ร่องรอยอารยธรรม ภาพวาดที่อยู่บนกำแพง บนทางเดิน การตกแต่งบ้านเรือนตามแบบฉบับของชาวโรมันในยุคเก่าที่ไม่เคยเห็นมาก่อน และอีกแง่หนึ่งคือคุณจะได้ไปสัมผัสความโหดร้ายของภูเขาไฟที่ทำให้เมืองปอมเปอีพังพินาศไปพร้อมๆ กัน

การเดินทางไป ปอมเปอี

ศูนย์กลางการเดินทางไปปอมเปอีจะอยู่ที่ Naples Centrale โดยสามารถเลือกใช้รถไฟใต้ติน line 2 คือ

1.จาก Naples Centrale ไป Salerno ซึ่งจะผ่าน Pompeii

2.เลือกใช้รถไฟ Circumvesuviana ที่มุ่งหน้าไป Naples ไปยัง Sorrento ซึ่งจะผ่าน Pompeii เช่นกันซึ่งวิธีนี้จะเป็นทางที่ง่ายที่สุดสำหรับคนที่ไม่ได้เดินทางด้วยรถยนต์หรือรถทัวร์ ส่วนสิ่งที่ต้องระวังระหว่างอยู่บนรถไฟก็คือ การโดนล้วงกระเป๋า เพราะที่นี่ถือเป็นแหล่งรวมของนักล้วงกระเป๋ามากหน้าหลายตา ดังนั้นเก็บสิ่งของมีค่าของคุณให้มิดชิด

ไปปอมเปอีช่วงไหนไม่เสียเที่ยว

1.ปอมเปอีเปิดให้บริการทุกวัน ยกเว้นวันที่ 25 ธันวาคม, 1 มกราคมและ 1 พฤษภาคมของทุกปี อาจจะมีวันที่เปิดบริการในเวลาที่ไม่เหมือนกันอีกด้วย เช่น ในช่วง 1 เมษายนจนถึง 31 ตุลาคม

2.เปิดให้บริการตั้งแต่ 8.30–19.30 น. โดยช่วงสุดท้ายที่ให้เข้าคือ 18.00 น. และในช่วง 1 พฤศจิกายนถึง 31 มีนาคม จะเปิดให้บริการในเวลา 8.20-17.00 น. และช่วงเวลาสุดท้ายที่เปิดให้เข้าคือ 15.30 น.

ค่าใช้จ่ายในการเข้าชมเมืองปอมเปอี

โต๊ะขายตั๋วสำหรับการเข้าไปชมเมืองปอมเปอีอยู่ในบริเวณอุทยานเท่านั้น ส่วนตั๋วที่ขายภายนอกจะไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับเมืองทั้งสิ้น โดยค่าตั๋วราคาเต็มอยู่ที่ 13 ยูโร สำหรับนักศึกษาหรือผู้ที่มีเงื่อนไขตรงตามส่วนลดในราคา 7 ยูโร

ค่าตั๋วจะมีการเปลี่ยนแปลงได้ขึ้นอยู่กับการจัดนิทรรศการพิเศษต่างๆ หากกลุ่มทัวร์โรงเรียนที่สนใจจะต้องทำการจองล่วงหน้าก่อน

 

หากคุณเป็นบุคคลที่หลงใหลในสถาปัตยกรรมโรมันยุคเก่า เมืองปอมเปอี ถือว่าเป็นหนึ่งในแหล่งท่องเที่ยวที่ควรปักหมุกว่าต้องไปให้ได้สักครั้งในชีวิตแล้วละ แล้วคุณจะได้สัมผัสกับบรรยากาศที่ล้อมรอบไปด้วยสิ่งก่อสร้างอันสวยสดงดงามของที่นี่แบบเต็มๆ

 

 

 

 
 


tags : , , ,


share share to facebook share to twitter

TipsDD ปอมเปอี (Pompeii) ร่องรอยแห่ง อารยธรรมสู่สถานที่ท่องเที่ยวอันโด่งดัง