ตึกแถว

ARCHITECTURE IS LIFE
‘ตึกแถว’ สถาปัตยกรรมสะท้อน
ชีวิตที่ควรค่าอนุรักษ์

‘ตึกแถว’ นับเป็นสถาปัตยกรรมประเภทที่อยู่อาศัย ซึ่งอยู่คู่กับคนไทยมายาวนานนับร้อยปี หากจะไล่เรียงความหลัง ก็คงต้องย้อนกลับไปในสมัยรัชกาลที่ 5 ซึ่งเป็นช่วงเวลาของการสร้างเมืองให้เท่าเทียมกับนานาอารยะประเทศ จนถือกำเนิดถนนสายหลักของกรุงเทพฯ ที่เรียกว่า ‘ถนนเจริญกรุง’ หรือจะให้เรียกโก้ๆ ตามฉบับของคนสมัยนั้นว่า ‘นิวโร้ด’ (New Road) ก็สามารถเข้าใจตรงกันได้

 

ภาพของถนนเจริญกรุง เมื่อครั้งก่อร่างสร้างตัวนั้นเต็มไปด้วยอาคารตึกแถวซึ่งมีขนาดไม่ใหญ่มาก เน้นการออกแบบที่เรียบง่าย ให้ความสำคัญกับประโยชน์ใช้สอยที่สุด ซึ่งเมื่อกาลเวลาผ่านไป อาคารตึกแถวจึงเริ่มได้รับการออกแบบโดยรับอิทธิพลมาจากฝั่งตะวันตกบ้าง จีนบ้าง โดยสิ่งเหล่านี้เองที่เป็นตัวสะท้อนความสัมพันธ์ระหว่างคนไทยกับต่างชาติผ่านสถาปัตยกรรม

ระหว่างตึกแถว กับอาคารพาณิชย์
แตกต่างกันอย่างไร
?

อธิบายแบบให้เข้าใจง่ายๆ เลยก็คือ ตึกแถวเป็นอาคารที่ก่อสร้างติดกันตั้งแต่ 2 คูหาขึ้นไป ใช้ผนังกั้นเดียวกัน และต้องสร้างด้วยวัสดุทนไฟเท่านั้น โดยหากสร้างด้วยวัสดุไม่ทนไฟ สิ่งปลูกสร้างนั้นจะเรียกว่า ‘ห้องแถว’ ไปโดยปริยาย ส่วนอาคารพาณิชย์อาจอยู่ในรูปแบบของตึกแถวหรืออาคารใดก็ได้ เพียงแต่อยู่ห่างจากถนนไม่เกิน 20 เมตร และใช้เพื่อทางพาณิชยกรรมหรือพูดง่ายๆ ก็คือเอาไว้สำหรับประกอบอาชีพค้าขายนั้นเอง

 

เมื่อเป็นเช่นนี้ ภาพของตึกแถวและผู้อยู่อาศัยรุ่นแรกๆ ในเมืองไทย ก็คงหนีไม่พ้น ‘ชาวจีน’ ที่โล้สำเภาเข้ามาค้าขายในเมืองไทย ซึ่งคนจีนนี่แหละที่นำตึกแถวมาใช้งานในรูปแบบของอาคารพาณิชย์ โดยจะนิยมปลูกตึกแถวริมถนน จัดสรรพื้นที่ชั้นล่างเอาไว้สำหรับค้าขาย และใช้พื้นที่ชั้นบนสำหรับเป็นที่อยู่อาศัย เนื่องจากในสมัยก่อนราคาของตึกแถวย่านถนนเจริญกรุงนั้นไม่สูงมาก จึงเหมาะกับครอบครัวที่เริ่มลงหลักปักฐาน และหวังเลี้ยงชีพด้วยการค้าขาย

ตึกแถวท่าเตียน

ตึกแถวท่าเตียน
ความทรงจำของชาวบางกอก

 

ถนนมหาราช ท่าเตียน ถือกำเนิดขึ้นตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 1 และมีผู้คนเริ่มเข้ามาค้าขายจนเกิดสิ่งปลูกสร้างลักษณะคล้ายกับตึกแถวขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 4 ต่อมาในสมัยรัชกาลที่ 5 ได้มีการจัดระเบียบพื้นที่บริเวณนี้ให้เป็นตลาดที่มั่นคงยิ่งขึ้น พร้อมรับสั่งให้สร้างอาคารตึกแถวตามศิลปะแบบยุโรปสมัยเรอเนสซองส์ (Renaissance) พร้อมวางผังของตลาดเป็นรูปตัว U จึงทำให้สิ่งก่อสร้างย่านท่าเตียนเต็มไปด้วยอาคารพาณิชย์ สูง 2 ชั้น เรียงรายอย่างเป็นระเบียบ

 

โดยปัจจุบัน วิถีชีวิตของชาวท่าเตียนได้รับการบันทึกเป็นส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์เป็นที่เรียบร้อยโดยกรมศิลปากร ในชื่อว่า  

’อาคารอนุรักษ์ท่าเตียน’ ซึ่งหากมีโอกาสได้ไปเยือนย่านเก่าแก่นี้ จะพบกับความคลาสสิกของตึกแถวสีเหลืองอ่อน มีกลิ่นอายของยุโรป หลังคามุงกระเบื้องว่าว ชั้นบนของอาคารแต่ละห้องมีหน้าต่างบานคู่ เหนือขอบหน้าต่างเป็นช่องไม้ฉลุ ทาสีเขียว ซึ่งยังคงทำหน้าที่เป็นพื้นที่ค้าขายของชาวท่าเตียนจากรุ่นสู่รุ่น และยังคงบอกเล่าเรื่องราวในอดีตให้แก่ผู้คนที่สัญจรไปมาได้อย่างดี

ตึกแถวภูเก็ต

ตึกแถวภูเก็ต
เมืองเก่าเล่าประวัติ

 

ตึกแถวได้กลายเป็นอีกหนึ่งสัญลักษณ์ของเมืองภูเก็ตที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวได้ดีไม่น้อยไปกว่าความงดงามของท้องทะเลเลยทีเดียว ซึ่งเรื่องราวของสถาปัตยกรรมที่ควรค่าแก่การอนุรักษ์นี้ ถือกำเนิดขึ้นเมื่อปี 2466 นับเป็นยุคสมัยที่ชาวจีนและชาวตะวันตกเข้ามาในเมืองภูเก็ตเพื่อทำเหมือง ซึ่งพวกเขามาพร้อมกับวัฒนธรรมของอาคารตึกแถวในรูปแบบชิโนโปรตุกีส ที่ผสมผสานความเป็นตะวันตกและตะวันออกเข้าด้วยกันอย่างลงตัว ไม่เพียงเท่านั้นถ้ามองจากแผนที่จะเห็นว่าในอดีต ภูเก็ตเป็นเมืองที่อยู่ใกล้กับเมืองท่าสำคัญอย่างแหลมมลายู ปีนัง ตลอดจนมีสายสัมพันธ์ไปถึงสิงคโปร์ จึงทำให้ลักษณะสถาปัตยกรรมตึกแถวในประเทศดังกล่าว มีรูปร่างและเอกลักษณ์คล้ายกับที่ภูเก็ตราวกับฝาแฝด

 

ลักษณะเด่นของตึกแถวจากแดนอันดามันนี้ นอกจากจะมีสีสันสดใสที่สะดุดตานักท่องเที่ยวแล้ว ในด้านสถาปัตยกรรมยังได้คิดค้นการก่อสร้างให้สอดคล้องกับสภาพภูมิอากาศ กับส่วนที่เรียกว่า อาเขต (arcade) ซึ่งจะอยู่บริเวณหน้าอาคารตึกแถว ยื่นล้ำออกมาคล้ายทางเดิน มีหลังคาโค้ง เพื่อเชื่อมต่อตึกแถวจากคูหาหนึ่งไปสู่อีกคูหาหนึ่ง ช่วยเป็นที่หลบฝนและทำให้คนสัญจรไปมาได้สะดวก

ตึกแถวที่เหลือน้อยลง
กับชีวิตคนที่เปลี่ยนไป

 

หากรถไม่ติดจนเกินไป และคุณมีโอกาสได้ขับรถรอบกรุงเทพฯ สิ่งหนึ่งที่สังเกตได้อย่างเด่นชัดคือ ‘ตึกสูง’ ที่เข้ามาแทนที่ ‘ตึกแถว’ หลายย่านในเมืองหลวงที่เคยรายล้อมไปด้วยตึกแถวริมสองฝั่งข้างทาง ปัจจุบันพื้นที่ส่วนนั้นได้กลายเป็นที่รกร้างตลอดจนถูกรื้อถอนและนำไปสร้างเป็นคอนโดมิเนียม เพื่อให้เหมาะสมกับวิถีชีวิตของคนเมืองที่เน้นความสะดวกสบายและปลอดภัยเป็นอันดับแรก อีกทั้งคอนโดมิเนียมยังเป็นที่อยู่อาศัยแบบขยายพื้นที่ในแนวดิ่ง ซึ่งสัมพันธ์กับจำนวนประชากรที่เข้ามาอาศัยในเมืองหลวงอย่างค่อนข้างหนาแน่น ตรงกับสถิติการสร้างอาคารที่พักอาศัยในกรุงเทพมหานครพบว่า มีการสร้างตึกแถวเพียงร้อยละ 1 เท่านั้น ที่เหลือส่วนใหญ่เป็นการสร้างคอนโดมีเนียม  ตามมาด้วยทาวเฮ้าส์ และบ้านเดี่ยว

 

ขณะเดียวกันในย่านใจกลางเมืองอย่างสีลม สาทร และสุขุมวิท โอกาสที่จะเห็นตึกแถวซึ่งคงสภาพเป็นอาคารพาณิชย์และที่พักอาศัยไปในตัวนั้นเป็นได้ยากพอสมควร อาจเป็นเพราะคนรุ่นใหม่ที่ลุกขึ้นมาเปลี่ยนแปลง รีโนเวตตึกแถวในย่านดังให้กลายเป็นทั้งคาเฟ่ ,โฮสเทล (Hostel) , อาคารสำนักงาน ที่มีรูปแบบร่วมสมัยมากยิ่งขึ้นอย่างเช่น สไตล์มินิมอล (Minimal) และสไตล์ลอฟท์ (Loft) เพื่อให้สามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทย และชาวต่างชาติที่อยากนั่งพักผ่อนในมุมสบาย หรืออยากเปลี่ยนบรรยากาศไปกับสถานที่ที่ตกแต่งมาเพื่อตอบโจทย์ชีวิตของคนรุ่นใหม่มากยิ่งขึ้น

หากอ่านมาถึงตรงนี้แล้วคุณกำลังนึกถึงภาพตึกแถวที่เคยเป็นร้านโชว์ห่วยในวัยเด็ก หรือเสียงเปิดปิดประตูเหล็กเลื่อนที่ต้องออกแรงลากจนมีเสียงเป็นเอกลักษณ์ นั่นคงจะเป็นภาพตึกแถวที่แทรกตัวอยู่ในวิถีชีวิตของคนในหัวเมืองที่อยู่ในความทรงจำของคุณ  แม้ปัจจุบันจะมองเห็นได้ยาก แต่เชื่อสิว่า ..

เราสามารถสร้างเมือง และพัฒนาสถาปัตยกรรมรูปแบบใหม่ได้ โดยยังคงอนุรักษ์อาคารเก่าดั้งเดิมที่ทรงคุณค่าเอาไว้ให้คนรุ่นหลังได้เรียนรู้ต่อไป

 



tags : ,


share share to facebook share to twitter

TipsDD Architecture is Life ‘ตึกแถว’ สถาปัตยกรรมสะท้อนชีวิตที่ควรค่าอนุรักษ์