เที่ยวน่าน

สูดลมหายใจแห่งขุนเขา
สัมผัสบรรยากาศเมืองเก่า...เที่ยวน่าน

น่านตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกของภาคเหนือ ลักษณะภูมิประเทศส่วนใหญ่เป็นภูเขา มีชายแดนติดกับสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว และมีแหล่งน้ำสายสำคัญอย่าง แม่น้ำน่าน ซึ่งเป็นหนึ่งในสี่เส้นน้ำที่ไหลรวมกันจนกลายมาเป็นแม่น้ำเจ้าพระยา จังหวัดน่านอาจจะดูเงียบเหงาและไม่ได้โดดเด่นมากมายอะไร แต่ถ้าคุณได้ลองมาเที่ยวน่าน คุณจะพบว่าที่นี่เต็มไปด้วยสถานที่ท่องเที่ยวมากมาย มีวัดวาอารามเก่าแก่ แม่น้ำลำคลอง และวัฒนธรรมไทยดั้งเดิมที่ยังคงไม่จางหายไปไหน

 

เริ่มต้นการเดินทาง

วันแรกของการเดินทาง เราขึ้นรถโดยสารจากสถานีขนส่งหมอชิต เวลาประมาณ 19.30 น. เนื่องจากเป็นช่วงวันหยุดยาว ทำให้สถานีขนส่งหมอชิตมีนักท่องเที่ยวมารอขึ้นรถอย่างอุ่นหนาฝาคั่ง นับเป็นวันแรกที่ดูวุ่นวายและทุลักทุเลไม่น้อย รอไม่นานนักรถโดยสาร กรุงเทพฯ-ทุ่งช้าง ของสมบัติทัวร์ ก็มารับที่ชานชาลา และเตรียมมุ่งหน้าขึ้นสู่จังหวัดน่านอย่างเป็นทางการ

เช้าวันรุ่งขึ้นเวลาประมาณ 6.00 น. รถโดยสารก็มาส่งที่สถานีขนส่งผู้โดยสารปัว จังหวัดน่าน หลังจากล้างหน้าแปรงฟันเรียบร้อยแล้ว ก็เตรียมขึ้นรถสองแถวปัว-บ่อเกลือ ที่ชานชาลา 6 โดยรถสองแถวจะไปจอดที่ตลาดสดเทศบาลปัว เพื่อจอดรอผู้โดยสารจนเต็มคันรถ เมื่อพร้อมแล้วก็เดินทางจากอำเภอปัวไปยังอำเภอบ่อเกลือ นอกจากสายลมโกรกที่พัดเข้ามาในรถสองแถว ยังมีธรรมชาติสีเขียวอันอุดมสมบูรณ์ที่คอยมาทักทายเต็มตลอดสองข้างทาง เมื่อถึงอำเภอบ่อเกลือก็นั่งรถต่อไปยัง อุ่นไอมาง ณ สะปัน ที่หมายปลายทางแรกของเรา แต่เนื่องจากเส้นทางขึ้นดอยค่อนข้างคดเคี้ยว ทำให้ต้องใช้เวลาเดินทางกว่า 2 ชั่วโมงจึงจะถึงที่หมาย

อุ่นไอมาง

อุ่นไอมาง ณ สะปัน

นอกจากสิ่งมหัศจรรย์ของอำเภอบ่อเกลือ ที่มีบ่อเกลือบนภูเขาแห่งเดียวในประเทศไทยแล้ว อำเภอแห่งนี้ยังมีโฮมสเตย์เล็กๆ ที่ซ่อนตัวอยู่กลางหุบเขาและห้อมล้อมไปด้วยธรรมชาติ หรือที่เรารู้จักกันในนาม อุ่นไอมาง ณ สะปัน ที่นี่มีนักท่องเที่ยวแวะเวียนมาพักผ่อนกันอย่างไม่ขาดสาย บรรยากาศโดยรอบเต็มไปด้วยเทือกเขา ทั้งยังมีลำน้ำว้า ลำธารน้ำที่ไหลพาดคั่นกลางระหว่างตลิ่งสองฝั่ง ซึ่งลำน้ำว้านับเป็นลำธารสายสำคัญที่หล่อเลี้ยงวิถีชีวิตของผู้คนในชุมชนสะปันแห่งนี้

อุ่นไอมางมีห้องพักให้เลือกทั้งแบบบ้าน เต็นท์ และกระโจม โดยมีสะพานไม้เล็กๆ เชื่อมกลางระหว่างสองฝั่งน้ำ ภายในที่พักยังมีเรือนไม้ซึ่งจัดให้เป็น Lobby ไว้คอยให้บริการอาหารและเครื่องดื่ม ตลอดจนขนมพื้นเมืองแสนอร่อย ที่คุณป้าเจ้าของโฮมสเตย์ทำไว้ให้ผู้ที่มาพัก ท้องร้องเมื่อไรก็สามารถเดินไปหยิบมารับประทานได้เลย โดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย บริเวณเรือนไม้ยังถูกจัดให้เป็นโต๊ะสำหรับรับประทานอาหารเช้าและอาหารเย็นของนักท่องเที่ยวที่นี่อีกด้วย เมื่อรับประทานอาหารและอาบน้ำเรียบร้อยแล้ว ถึงคราวที่แดดร่มลมตกก็เตรียมเอนกายนอนหลับ แอบฟังเสียงธารน้ำไหลคลอและพักผ่อนกับความงดงามของธรรมชาติ

ถนนลอยฟ้า

เช้าวันรุ่งขึ้นรถสองแถวก็มารับเราที่อุ่นไอมาง เมื่อเก็บของและเช็กเอาท์เรียบร้อยแล้ว ก็เตรียมมุ่งหน้ากลับไปยังอำเภอปัวอีกครั้ง โดยระหว่างทางรถได้วิ่งผ่านถนนลอยฟ้า ถนนชื่อดังของจังหวัดน่าน และเหตุที่เรียกถนนเส้นนี้ว่า “ถนนลอยฟ้า” คงเป็นเพราะถนนคอนกรีตเส้นนี้ ปูพื้นถนนทอดยาวตั้งแต่ไหล่เขาขึ้นไปสู่เนินเขา คล้ายกับถนนที่พุ่งทยานขึ้นสู่บนท้องฟ้า ขนาบสองข้างทางด้วยต้นไม้น้อยใหญ่ และมองเห็นกลุ่มเมฆที่อยู่เบื้องหน้า ถนนลอยฟ้าจึงเป็นอีกสถานที่หนึ่งที่น่าอัศจรรย์ของจังหวัดน่านแห่งนี้

ร้านกาแฟบ้านไทลื้อ

ร้านกาแฟบ้านไทลื้อ

ระหว่างทางที่จะไปที่พักในอำเภอปัว ก็ต้องแวะรับประทานอาหารและเครื่องดื่มกันที่ร้านกาแฟบ้านไทลื้อ ซึ่งเป็นเหมือนจุดพักรถขนาดย่อม ที่นี่มีร้านค้า ร้านอาหาร และวิวทุ่งนาเขียวขจี รอพร้อมต้อนรับนักท่องเที่ยวที่จะมาเยือนในช่วงปลายฝนต้นหนาวแบบนี้ มาเที่ยวภาคเหนือทั้งที ก็คงไม่พลาดที่จะรับประทานอาหารพื้นเมืองอย่างข้าวซอยและขนมจีนน้ำเงี้ยว เมื่ออิ่มท้องแล้วก็ไปจิบกาแฟต่อที่ร้านกาแฟบ้านไทลื้อ พร้อมกับรับวิวทุ่งนาแสนสบายตาที่อยู่ตรงหน้า

อำเภอปัวแห่งนี้เป็นที่เลื่องลือในเรื่องของทุ่งนาซึ่งชาวบ้านส่วนใหญ่จะนิยมปลูกนาข้าวไว้เพื่อรับประทานเอง บ้างก็ปลูกนาข้าวขั้นบันไดตามไหล่เขา ที่มองไกลๆ แล้วจะเห็นลวดลายคดโค้งงดงาม แม้ข้าวจะไม่ได้ทำรายได้มากนัก แต่ก็เป็นอีกหนึ่งผลผลิตทางเกษตรกรรมที่ช่วยเลี้ยงปากท้องของเกษตรกรน่านได้เป็นอย่างดี สำหรับใครที่ชื่นชอบผ้าไหมหรือสินค้าแฮนด์เมด ที่ร้านกาแฟบ้านไทลื้อก็มีร้านลำดวนผ้าทอ ที่ขายผ้าไหมทอมือแบบพื้นเมือง หรือที่เรียกกันว่า ผ้าทอไทลื้อ ซึ่งมีลวดลายโบราณอันเป็นเอกลักษณ์ ผ้าทอไทลื้อถือเป็นตัวแทนของปัว อำเภอทุ่งนาแห่งเมืองน่านอย่างแท้จริง

ตูบนา โฮมสเตย์

ตูบนา โฮมสเตย์

หลังจากที่อิ่มเอมกับการดื่มกาแฟ ก็เตรียมเดินทางต่อมาที่ ตูบนา โฮมสเตย์ ที่นี่เป็นแปลงนาขนาดใหญ่กลางหุบเขา มองเห็นวิวทุ่งนาสีเขียวอมเหลืองได้ไกลสุดลูกหูลูกตา โดยรอบที่พักยังคงความเป็นธรรมชาติทั้งจากทุ่งนาและแปลงปลูกดอกไม้นานาชนิด จากตัว Lobby มีสะพานไม้ทอดยาวไปถึงบริเวณกลางทุ่งและเชื่อมต่อไปยังที่พักส่วนต่างๆ ของที่นี่ ซึ่งสะพานไม้สานถือเป็นถนนสายหลักของโฮมสเตย์แห่งนี้ ทั้งยังมีกระท่อมเล็กๆ ให้นักท่องเที่ยวนั่งรับวิวทุ่งหน้าแบบ Exclusive อีกด้วย เมื่อเช็กอินและเก็บกระเป๋าเข้าเต็นท์เรียบร้อยแล้ว ก็ต้องออกมาถ่ายภาพกับแปลงทุ่งนาที่เขียวชอุ่ม ถึงแม้สภาพอากาศจะไม่ค่อยเป็นใจ เนื่องจากมีฝนตกปรอยๆ ตลอดทั้งวัน แต่ก็ไม่สามารถบดบังทัศนียภาพอันงดงามของที่นี่ได้ เมื่อรับประทานอาหารและอาบน้ำเรียบร้อยแล้ว ก็เตรียมเข้านอนในเต็นท์ รอฟังเสียงฝนตกหยิมๆ และชมวิวทุ่งนาในยามค่ำคืนจนผลอยหลับ

เมื่อตื่นนอนในตอนเช้า ก็มีกลุ่มหมอกบางๆ พร้อมกับอากาศเย็นๆ มารอต้อนรับ หลังจากที่เรารับประทานอาหารเช้าเรียบร้อยแล้ว ก็เก็บกระเป๋าและเช็กเอาท์ออกจากตูบนา โฮมสเตย์ โดยได้นัดกับรถสองแถวคันเดิมให้กลับมารับอีกครั้ง เป้าหมายต่อไปคือไปรับประทานอาหารกลางวันที่ฟาร์มเห็ดบ้านหัวน้ำ ฟาร์มเห็ดแห่งนี้นอกจากจะมีโรงเพาะเห็ดขนาดย่อม ยังมีร้านค้า ร้านอาหาร และบ้านที่เปิดให้พักเป็นโฮมสเตย์ เมื่อรับประทานอาหารเมนูเห็ดสดๆ จากฟาร์ม ก็แวะไปถ่ายภาพกับวิวรอบๆ ก่อนที่จะเดินทางกลับ

กิ่วกะลกแคมป์

กิ่วกะลกแคมป์

เมื่อรับประทานและพักผ่อนหย่อนใจกับฟาร์มเห็ดกว่าครึ่งค่อนวัน รถโฟร์วีลจากที่พักแห่งใหม่ก็มารับเราถึงที่ เตรียมบอกลาอำเภอปัวและมุ่งหน้าสู่อำเภอสันติสุข ด่านต่อไปของการเดินทางครั้งนี้ โดยมีจุดหมายปลายทางคือ กิ่วกะลกแคมป์ รถโฟร์วีลต้องใช้เวลาร่วม 40 นาที กว่าจะแล่นผ่านถนนเส้นทางขรุขระจนมาถึงที่แคมป์ แต่เมื่อมาถึงแล้วก็ไม่ผิดหวังเลย เพราะรอบที่พักนั้นเต็มไปด้วยเมฆหมอกหนาบางสลับกัน ในระยะสายตารอบ 360 องศา ยังห้อมล้อมไปด้วยเทือกเขาน้อยใหญ่

กิ่วกะลกแคมป์ถือเป็นที่พักที่มีความเป็นส่วนตัวอย่างมาก ซึ่งเจ้าของที่พักจะรับนักท่องเที่ยวเพียงแค่ 8 คน ต่อ 1 คืนเท่านั้น โดยให้เหตุผลว่าเพื่อให้สามารถดูแลนักท่องเที่ยวได้อย่างทั่วถึง และคงความดิบที่เป็นธรรมชาติเอาไว้ไม่ให้ถูกทำลายไปในเร็ววัน กิ่วกะลกแคมป์จะเปิดรับนักท่องเที่ยวตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม จนถึงวันที่ 31 มกราคมของทุกปี แต่เดือนที่ถือเป็น High Season ของแคมป์แห่งนี้คือเดือนพฤศจิกายน เพราะเป็นช่วงที่ได้มองเห็นวิวทะเลหมอกและทะเลดาวแบบใกล้ๆ โดยไม่ต้องรอให้ฝนตก ซึ่งถึงแม้ในวันนี้จะมีฝนตกประปราย แต่ไม่นานนักทะเลหมอกก็ได้ก่อตัวขึ้น ให้เราได้ดื่มด่ำกับบรรยากาศและสูดลมหายใจรับธรรมชาติอย่างเต็มปอด

วัดภูมินทร์

วัดภูมินทร์

ก่อนเดินทางกลับเราก็ไม่พลาดที่จะแวะมาไหว้พระที่วัดภูมินทร์ อีกหนึ่งวัดคู่บ้านคู่เมืองของชาวน่าน วัดภูมินทร์เป็นวัดที่มีอายุเก่าแก่กว่า 400 ปี นอกจากพระอุโบสถรูปทรงจตุรมุขที่เป็นเอกลักษณ์ของวัดแห่งนี้แล้ว ใจกลางพระอุโบสถยังประดิษฐานพระพุทธรูปปางมารวิชัยสี่องค์ ที่หันพระพักตร์ออกไปทางประตูทั้ง 4 ทิศ นอกจากนั้น ปูย่าม่านกระซิบรัก ภาพจิตรกรรมฝาหนังสีฝุ่นอันโด่งดังของจังหวัดน่าน ก็ตั้งอยู่ที่วัดแห่งนี้ด้วยเช่นกัน

น่าน

การได้มาเที่ยวน่านถือเป็นโอกาสดีที่จะได้เยี่ยมชม สัมผัส และเรียนรู้วิถีชีวิตของผู้คนที่นี่ สูดลมหายใจให้เต็มปอด ดื่มด่ำกับความสดชื่นของธรรมชาติ โดยไร้ซึ่งสัญญาณโทรศัพท์มาคอยกวนใจ

การท่องเที่ยวไม่เพียงแต่จะช่วยผ่อนคลายความเครียดจากการทำงานและช่วยบำบัดสุขภาพ แต่ยังเป็นการส่งเสริมการท่องเที่ยวไทยและปากท้องของคนในชุมชน ทั้งยังอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมและธำรงขนบธรรมเนียมประเพณีที่งดงามให้คงอยู่สืบต่อไป

 

 

 



tags : , , ,


share share to facebook share to twitter

TipsDD สูดลมหายใจแห่งขุนเขา สัมผัสบรรยากาศเมืองเก่า…เที่ยวน่าน