ปลูกกระบองเพชร

ไม่ใช้แค่มือ แต่ต้องใช้ใจ
ความสุขที่สร้างได้จากการ
ปลูกกระบองเพชร

กระบองเพชร (Cactus) มีต้นกำเนิดมากว่า 65 ล้านปีแล้ว ซึ่งเติบโตในบริเวณพื้นที่ทะเลทราย แถบอเมริกากลาง อเมริกาใต้ และแอฟริกาใต้ โดยนักสำรวจชาวยุโรป เป็นผู้แพร่และขยายพันธุ์สู่ประเทศอื่นๆ ทั่วโลก ส่วนในประเทศไทยนั้นสายพันธุ์แรกที่นำเข้ามาสันนิษฐานว่า เดินทางมากับพ่อค้าชาวศรีลังกา เป็นสายพันธุ์ที่คนไทยคุ้นเคยกันดีอย่าง ‘ต้นเสมา’

ในปัจจุบันการปลูกต้นกระบองเพชรถือเป็นงานอดิเรกอย่างหนึ่ง ที่มีผู้ให้ความสนใจเป็นจำนวนมาก ทำให้วงการกระบองเพชรเติบโตอย่างรวดเร็ว แต่ยังมีร้านที่จำหน่ายกระบองเพชร และเป็นรายใหญ่ไม่ค่อยมากนัก

กระบองเพชรมีหลายสายพันธุ์

สายพันธุ์ของกระบองเพชรบนโลกนี้มีมากถึง 3,000 ชนิด แต่วันนี้จะพามารู้จักกับตระกูลที่โดดเด่นและบางสายพันธุ์ของตระกูลนี้ยังไม่มีหนามอีกด้วยคงเป็นที่ถูกใจของใครหลายคนไม่มากก็น้อย

Astrophytum

ตระกูลของกระบองเพชรที่จะพูดถึงก็คือ แอสโตรไฟตัม (Astrophytum) หรือมีชื่อหนึ่งเรียกว่า พืชดาว เพราะมันมีลักษณะที่คล้ายดวงดาวขนาดใหญ่ บางคนก็มองเป็นหมวกของพระสังฆราช ของโรมันคาทอลิค มีลักษณะเด่นเฉพาะตัวที่สกุลอื่น ไม่มี คือ จุดสีขาวที่กระจายอยู่ทั่วไปตามลำต้น นักปลูกกระบองเพชรสามารถจัดแบ่งลักษณะของมันได้ถึง 7 สายพันธุ์

Astrophytum asterias (แอสโตรไฟตัม แอสทีเรียส)

มีลักษณะคล้ายหมวกสังฆราช ถิ่นกำเนิดอยู่ในประเทศแม็กซิโก กระบองเพชรชนิดนี้ต้องขยายพันธุ์ด้วยการเพาะเมล็ดเท่านั้น เพราะมันไม่ออกหน่อ ผิวมีลักษณะหลากหลายทั้งเรียบและย่นแตกต่างกันไป

Astrophytum myriostigma (แอสโตรไฟตัม ไมริโอสติกมา)

เป็นสายพันธุ์ที่เลี้ยงง่ายมากที่สุดในตระกูลแอสโตรไฟตัม มีตุ่มหนามเรียงกันบริเวณกลางพู สายพันธุ์นี้จะไม่มีหนาม ปัจจุบันนักปลูกกระบองเพชรนิยมเลี้ยงสายพันธุ์ที่มีการนำ ‘ไมริโอสติกมา’ มาต่อยอด เช่น

Astrophytum myriostigma 'Kikko' (แอสโตรไฟตัม ไมริโอสติกมา กิ๊กโก๊ะ) มีรอยบั้งแยกระหว่างตุ่มหนาม

Astrophytum myriostigma 'Fukuryu' (แอสโตรไฟตัม ไมริโอสติก ฟุคุริว) มีรอยหยักบริเวณสันพู

Astrophytum myriostigma 'Onzuka' (แอสโตรไฟตัม ไมริโอสติกมา ออนซูกะ) ถูกพัฒนาโดย Mr. Onzuka ชาวญี่ปุ่น จะมีลักษณะลายจุดขนาดใหญ่และมักจะมีลายรูปตัวอักษรวีที่บริเวณตุ่มหนาม

Astrophytum coahuilense (แอสโตรไฟตัม โคฮุยเลนส์)

มีลักษณะที่คลายคลึงกับ Astrophytum myriostigma จะต่างกันตรงที่ลายจุดของ Astrophytum coahuilense จะมีลักษณะเป็นปุยขนฟูแน่นมากกว่า ไม่ค่อยพบเห็นในท้องตลาดกระบองเพชรบ้านเรา

Astrophytum capricorne (แอสโตรไฟตัม แคปริคอร์น)

เป็นแอสโตรไฟตัมสายพันธุ์ที่มีหนาม ลักษณะของหนามมีความโค้งยาว จะมีประมาณ 8 พูและร่องระหว่างพูค่อนข้างลึก นักปลูกส่วนใหญ่ไม่ค่อยนิยมมากนัก แต่จะปลูกกันในสายพันธุ์ที่ต่อยอดไปจากแคปริคอร์น ได้แก่

Astrophytum capricorne v. niveum (แอสโตรไฟตัม แคปริคอร์น วี-นิวูม) มีลักษณะเด่นที่ลายจุดฟูขาวกระจายหนาแน่นทั่วลำต้น

Astrophytum capricorne v. crassispinum (แอสโตรไฟตัม แคปริคอร์น วี-คาสซิสพิน่า) มีหนามหนาและตั้งตรงกว่าชนิดปกติ สายพันธุ์นี้ยังถูกต่อยอดไปอีกขั้นเป็นสายพันธุ์

Astrophytum capricorne 'Suigyu taiho gyoku' (แอสโตรไฟตัม แคปริคอร์น ซุยกิว ไทโฮ กิวคุ) ซึ่งมีหนามหนาจนเกือบเป็นแผ่น และมีรอยหยักบนหนาม

Astrophytum senile (แอสโตรไฟตัม ซีไนล์)

ลักษณะคล้ายกับ Astrophytum capricorne แต่ส่วนมากจะไม่มีลายจุดที่ลำต้น หนามมีขนาดเล็กและบางกว่า มีทั้งชนิดแบบเดิมแต่มีหนามสีน้ำตาล และชนิด v. aureum (วี-ออเรียม) ซึ่งมีหนามสีเหลืองทอง เนื่องจากลักษณะที่แยกกันได้ยาก จึงมักจะถูกเรียกรวมไปกับ Astrophytum capricorne เลย

Astrophytum ornatum (แอสโตรไฟตัม ออนาตัม)

แอสโตรไฟตัมที่มีหนามอีกชนิดหนึ่ง มี 8 พู สันพูค่อนข้างแหลม ร่องระหว่างพูจะไม่ลึก มีหนามที่ตรงและสั้นกว่า Astrophytum capricorne เป็นแอสโตรไฟตัมขนาดใหญ่ มีอายุยืนมากแต่ก็ใช้เวลานานกว่าจะเพาะเมล็ดจนออกดอก อาจยาวนานถึง 20 ปี ผู้ที่ชื่นชอบกระบองเพชรมักจะเลี้ยงสายพันธุ์ที่ถูกพัฒนาให้มีลักษณะเด่นมากขึ้น เช่น

Astrophytum ornatum 'Hakujo haanya' (แอสโตรไฟตัม ออนาตัม ฮะคุโจ ฮันยะ) จะมีแถบลายสีขาวที่บริเวณยอดพูเชื่อมระหว่างตุ่มหนาม

Astrophytum ornatum 'Fukuryu haanya' (แอสโตรไฟตัม ออนาตัม ฟุคุริว ฮันยะ) จะมีทั้งรอยหยัก แถบลายสีขาวและตุ่มหนามที่สันพู

Astrophytum caput-medusae หรือ Digitostigma caput-medusae (แอสโตรไฟตัม หรือ ดิจิโตสติกมา คาปุทเมดูเซ)

เป็นกระบองเพชรตระกูลแอสโตรไฟตัมที่เพิ่งถูกค้นพบเป็นสายพันธุ์ล่าสุดของโลก ลักษณะของมันแตกต่างกว่าสายพันธุ์อื่นๆ เป็นอย่างมาก รูปร่างของมันเป็นลักษณะไม้ใบยาว มีลายจุดกระจายไปตามใบ ไม่มีหนาม

วิธีการปลูกต้นกระบองเพชร

การปลูกกระบองเพชรด้วยเมล็ด ต้องนำเมล็ดจากผลที่ปริแตก มาแช่น้ำ 2-5 นาที แล้วล้างเมือกออก จากนั้นตากแดดทิ้งไว้ให้แห้ง 1-2 วัน และพักไว้อีก 1-2 เดือน จึงค่อยนำมาปลูกในกระถาง โดยใช้ทรายหรือดินร่วนผสมกับปุ๋ยหมักในอัตรา 1:1 ลงในกระถางพลาสติกเล็กๆ ก่อน เพื่อทำการเพาะ ก่อนนำเมล็ดมาโรยแล้วเกลี่ยดินกลบ หลังจากนั้นนำน้ำมารดให้ชุ่ม แล้วนำใส่ถุงพลาสติกหุ้มไว้ แล้วนำต้นกระบองเพชรไปวางในบริเวณที่มีแดดรำไร พร้อมเช็กเป็นระยะเพื่อไม่ให้ดินแห้ง ถ้าหากดินแห้งต้อง

หมั่นรดน้ำเป็นประจำ หากเมล็ดงอกเป็นต้นได้ประมาณ 3 วัน ค่อยย้ายต้นกระบองเพชรของเราไปปลูกในกระถางใหญ่

การดูแลรักษา

การรดน้ำให้กระบองเพชรไม่มีวิธีที่ตายตัว ขึ้นอยู่กันหน้าดินแห้งเมื่อไหร่ก็บวกไปอีกสัก 2 วันแล้วลงมือรดได้เลย อาจจะสัก 7-10 วัน ค่อยรดน้ำก็ได้ซึ่งปัจจัยหลักอยู่ที่สภาพอากาศ ถ้าหน้าฝนก็อาจเว้นระยะไปอีกหน่อยไม่ถือว่าผิด แต่ที่สำคัญอย่ารดจนชุ่มจนเกินไป เพราะจะทำให้กระบองเพชรของเราชื้นและเน่าได้ในที่สุด วิธีที่นิยมทำกันคือใช้ไม้ทรงแบนปักไปในดินบริเวณขอบกระถาง เพื่อเช็คความชื้นของดินที่อยู่ใต้ต้นกระบองเพชร

ช่วงเวลารดน้ำควรเลือกช่วงที่ไม่ร้อนมาก คือ ช่วงเช้าหรือช่วงค่ำ แต่ถ้าตอนเที่ยงๆ เราวางต้นไม้ไว้กลางแดดแล้วก็อย่าเพิ่งไปรดน้ำตอนนั้น ต้องเอากระบองเพชรมาพักให้มีอุณหภูมิที่เย็นลงก่อนแน่นอนว่าต้นไม้ทุกชนิดต้องการแสงแดดเพื่อสังเคราะห์แสง เจ้ากระบองเพชรก็เช่นกัน แดดที่เหมาะสม คือ ช่วงเช้าถึงเที่ยง ถ้าต้นไหนที่หนามเยอะมันจะทนแดดได้ดี ถ้าต้นไหนที่มีหนามน้อย ก็ต้องระวังไม่ให้โดนแดดที่แรงเกินไปเพื่อป้องกันผิวของต้นไม้ไหม้

กระบองเพชร

ต้นกระบองเพชร เป็นต้นไม้ที่ค่อนข้างอดทนต่อสภาพอากาศ แต่ใช่ว่าจะปล่อยปละละเลยได้ ผู้ปลูกต้องใช้ความรัก ความอดทนในการดูแลรักษา ดังนั้นคนที่คิดจะปลูกต้นกระบองเพชร ควรศึกษาและหาข้อมูลให้หลากหลาย เพราะรายละเอียดตั้งแต่การเลือกสายพันธุ์จนถึงการดูแลรักษาค่อนข้างมีความละเอียดนอกจากความรู้ในการเพาะปลูกแล้ว หัวใจก็เป็นสิ่งที่คนรักกระบองเพชรขาดไม่ได้

 

 

 



tags : , , ,


share share to facebook share to twitter

TipsDD ไม่ใช้แค่มือ แต่ต้องใช้ใจ ความสุขที่สร้างได้จากการ ‘ปลูกกระบองเพชร’