บ้านญี่ปุ่น

ถอดแปลน ‘บ้านโนบิตะ’
จากลายเส้นและจินตนาการ สู่แบบบ้าน
ของญี่ปุ่นที่แท้จริง

ถ้าพูดถึง ‘โดเรม่อน’ คุณนึกถึงอะไร ?

หุ่นยนต์แมวอ้วนจากโลกอนาคต ขนมโดรายากิ ไทม์แมชชีนและสารพัดของวิเศษ หรือจะนึกถึงเด็กผู้ชายสวมยูนิฟอร์มสีเหลืองพร้อมใส่แว่นตากลมๆ ที่มาพร้อมกับเสียงเจื้อยแจ้ว “กลับมาแล้วคร้าบบบ” ทุกครั้งเมื่อกลับถึงบ้าน

จากเอกลักษณ์ที่ชวนให้จดจำของการ์ตูนเรื่องนี้ จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่ผู้ชมจะเกิดความรู้สึกผูกพันกับตัวละคร หรือกำลังนึกถึงบรรยากาศของครอบครัวโนบิตะและหมู่บ้านที่เด็กชายคนนี้อาศัยอยู่ และฉากหลังของเรื่องที่มีชีวิตชีวาราวกับเกิดขึ้นจริงนี้เอง ที่เป็นเครื่องการันตีความเก่งกาจของผู้เขียนการ์ตูนญี่ปุ่น จากการเลือกถ่ายทอดวัฒนธรรมของชาติไม่ว่าจะเป็นด้านภาษา อาหาร วิถีชีวิต ตลอดจนที่พักอาศัยผ่านลายเส้นออกมาเป็นการ์ตูน จนสามารถแทรกซึมเป็นส่วนหนึ่งของผู้อ่านได้ไม่ยาก  

และสำหรับคนที่มีโดเรม่อนเป็นการ์ตูนเรื่องโปรด คงไม่ใช่เรื่องยากเลยหากจะนึกถึง ‘บ้านโนบิตะ’ สถานที่สุดสำคัญที่เกิดเรื่องราวมากมายขึ้นในเรื่อง มาถึงวันนี้บ้านโนบิตะไม่ได้เป็นเพียงฉากหลังของการ์ตูนเรื่องดังเพียงเท่านั้น แต่กลับเป็นโมเดลของบ้านสไตล์ญี่ปุ่นที่อบอวลด้วยรายละเอียดของวัฒนธรรมและการใช้ชีวิตของชาวญี่ปุ่นแท้ๆ 

...หากคุณเป็นคนหนึ่งที่หลงรักดินแดนอาทิตย์อุทัย จนเกิดแรงบันดาลใจอยากมีที่พักอาศัยแบบชาวญี่ปุ่นบ้าง ลองเข้ามาสำรวจบ้านโนบิตะด้วยกันตอนนี้ได้เลย

บ้านโนบิตะ

ถอดรหัสลับ ไขประตูบ้านโนบิตะ

บ้านโนบิตะมีประตูบ้านที่อยู่ไม่ห่างจากถนน เมื่อเปิดประตูเข้ามาจะพบมุมชั้นวางรองเท้าและที่เก็บร่ม เรียกว่า โดมะ (doma) เป็นพื้นที่ซึ่งอยู่ในระดับเดียวกับพื้นดิน แต่พื้นที่ส่วนอื่นของบ้านจะถูกยกระดับให้สูงจากพื้นดินเล็กน้อยเพื่อระบายความชื้น

ด้านซ้ายมือเป็นห้องรับแขกแบบตะวันตก จะอยู่ในตำแหน่งใกล้กับประตูบ้านที่สุด เพื่อแยกระหว่างพื้นที่ใช้สอยของสมาชิกในครอบครัวกับพื้นที่ต้อนรับแขกออกจากกัน ภายในมีชุดรับแขก ประกอบด้วย โต๊ะรับแขกและเก้าอี้อาร์มแชร์ 1 ชุดตั้งอยู่กลางห้อง โดยมีแขกประจำที่ได้มาใช้บริการห้องนี้คือ ครูประจำชั้นของโนบิตะนั่นเอง

ถัดมาข้างๆ เป็นห้องแบบญี่ปุ่นโบราณเรียกว่า วะชิตสึ (washitsu) ใช้เป็นพื้นที่พักผ่อนของครอบครัวในตอนกลางวัน ส่วนตอนกลางคืนพ่อแม่ของโนบิตะใช้เป็นห้องนอน มีประตูบานเลื่อนแบบญี่ปุ่นที่เรียกว่า ฟุสึมะ (fusuma) มีลักษณะคล้ายกับ   ตาข่ายที่ทำจากไม้ และใช้กระดาษสาแบบญี่ปุ่นมาปิด ประตูชนิดนี้จะใช้สำหรับกั้นพื้นที่ส่วนต่างๆ ภายในบ้านที่ไม่ต้องโดนแดดและฝน ช่วยให้แสงจากธรรมชาติลอดเข้ามาในตัวบ้านได้ นอกจากนี้ภายในห้องรับแขกยังปูด้วยเสื่อทาตามิ (tatami) ที่ทำจากต้นกก ใช้สำหรับเก็บความอบอุ่นในฤดูหนาวของประเทศญี่ปุ่น และใช้เป็นมาตราส่วนวัดขนาดของห้องได้  (เสื่อทาตามิหนึ่งผืนมีขนาด 90 x 180 เซนติเมตร)  โดยปกติห้องที่ปูด้วยเสื่อทาตามิ จะมาคู่กับเบาะรองนั่ง ซะบุตง (zabuton) และมีโต๊ะทรงเตี้ยวางไว้อยู่กลางห้อง

ภายในห้องเดียวกันมีประตูกระจกบานเลื่อนที่เชื่อมสู่ เอ็นงาวะ (engawa) หรือพื้นที่ลักษณะคล้ายชานบ้าน เป็นบริเวณที่รับแสงอาทิตย์ได้เป็นอย่างดี ดังนั้นพื้นที่สนามหญ้าหลังบ้านที่เชื่อมต่อกับเอ็นงาวะ จึงมักเห็นแม่ของโนบิตะมาตากผ้าเป็นประจำ

ตรงข้ามห้องรับแขกเป็นห้องสุขาขนาดเล็กที่มีแต่เพียงชักโครกเท่านั้น แต่ถ้าเขยิบไปห้องข้างๆ จะเป็นประตูบานสไลด์โบราณ ที่ภายในมีอ่างอาบน้ำแบบญี่ปุ่นที่เรียกว่า โอฟูโระ (ofuro)

ถัดมาคือห้องสุดท้ายของชั้นล่างอย่างห้องครัว มีรูปแบบเป็นครัวสมัยใหม่ มีเคาท์เตอร์ทำอาหารขนาดกลางพร้อมด้วยอุปกรณ์ทำครัวพื้นฐานตามแบบฉบับของแม่บ้านญี่ปุ่น และมีโต๊ะรับประทานอาหารแบบตะวันตกเพื่อให้สมาชิกในครอบครัวรับประทานอาหารร่วมกัน

ห้องนอนโนบิตะที่ชั้นสอง ปูด้วยเสื่อทาตามิ และมีจุดเด่นที่ใครก็จำได้คือที่นอนของโดเรม่อน ซึ่งประยุกต์มาจากตู้เก็บของบานเลื่อนลักษณะคล้ายตู้บิ้วท์อิน ซึ่งในบ้านของญี่ปุ่นจะใช้ตู้เก็บของลักษณะนี้เพื่อจัดระเบียบข้าวของภายในบ้านให้เป็นระเบียบเรียบร้อย

บ้านโนบิตะกับความมินิมอลลิสม์
(Minimalism)

minimalism

“มินิมอล” คำนี้ที่คุ้นหูซึ่งสื่อถึงความเรียบง่าย ปัจจุบันมีบ้านที่ออกแบบอย่างมินิมอลลิสม์มากมาย แต่ต้นกำเนิดของบ้านที่เรียบง่ายอย่างแท้จริงนั้นมาจากประเทศญี่ปุ่น แม้ว่างานก่อสร้างของประเทศญี่ปุ่นจะเน้นรายละเอียดและความคิดสร้างสรรค์ให้ตอบโจทย์การใช้งานอย่างสูงสุด แต่หากสังเกตดีๆ จะพบว่าลักษณะเด่นของที่พักอาศัยในประเทศนี้ มีจุดเด่นที่ความเรียบง่ายเพื่อใช้ประโยชน์จากพื้นที่อันจำกัด  พูดง่ายๆ ก็คือ คนญี่ปุ่นไม่ค่อยทำบ้านรก และมีของใช้ในบ้านน้อย ซึ่งเป็นผลพลอยได้ที่ทำให้พวกเขากลายเป็น “นักจัดระเบียบ” มือฉมังนั่นเอง

และเมื่อหันกลับมามองที่บ้านโนบิตะ นอกจากจะเห็นว่ามีการออกแบบผสมผสานระหว่างความโมเดิร์นกับความดั้งเดิมของญี่ปุ่นเอาไว้อย่างลงตัวแล้ว บ้านหลังนี้ยังเป็นตัวอย่างของงานออกแบบสไตล์มินิมอลลิสม์ที่สามารถนำมาใช้งานได้จริง ไม่ว่าจะเป็นด้านการออกแบบภายนอกและการตกแต่งภายในที่ใช้โทนสีใกล้เคียงกับธรรมชาติ นั่นก็คือมีสีน้ำตาลของไม้ สีเขียวของใบไม้ และสีเทากับสีขาวซึ่งเป็นสีที่ช่วยให้เกิดความรู้สึกสงบนิ่งตามแบบของมินิมอลลิสม์ ดังนั้นแทบจะไม่เห็นของแต่งบ้านโนบิตะที่หลุดธีมเป็นสีฉูดฉาดเลยแม้แต่น้อย

 

มนุษย์คอนโด ก็สามารถเนรมิตพื้นที่อยู่อาศัยแบบบ้านโนบิตะได้

จริงๆ แล้วคอนโดมิเนียมเป็นพื้นที่ขนาดกะทัดรัด ที่สามารถแปลงโฉมให้มีกลิ่นอายของบ้านโนบิตะได้ง่ายที่สุด โดยเฉพาะปัจจุบันที่กระแสของงานออกแบบสไตล์มินิมอลยังคงได้รับความนิยมอย่างต่อเนื่อง ดังนั้นเฟอร์นิเจอร์หรือวัสดุสำหรับตกแต่งคอนโดสไตล์มินิมอลและผสมผสานความเป็นญี่ปุ่นจึงเป็นสิ่งที่จับต้องได้ง่าย ซึ่งคุณเองก็สามารถแปลงโฉมคอนโดโดยมีบ้านโนบิตะเป็นแรงบันดาลใจได้เช่นเดียวกัน

บ้านโนบิตะต้อง ‘เฟอร์นิเจอร์สไตล์มินิมอล’

อย่างที่กล่าวไปถึงเรื่องการคุมสีของที่พักอาศัยให้เป็นโทนเย็นเพื่อคงความมินิมอลแบบญี่ปุ่นเอาไว้ การเลือกเฟอร์นิเจอร์สำหรับคอนโดควรเน้น ‘ความน้อย’ เป็นหลัก หรือที่หลายคนรู้จักในคำว่า ‘Less is more’ อย่างที่เห็นในบ้านโนบิตะว่าเฟอร์นิเจอร์ที่จะนำมาวางในห้องต้องเลือกตามความจำเป็นจริงๆ เน้นวัสดุที่ทำจากไม้หรือสีธรรมชาติ และที่สำคัญคือฟังก์ชันการใช้งานต้องครบ

บ้านโนบิตะต้อง ‘มีข้าวของเครื่องใช้แบบคุมโทน!’

สิ่งเล็กๆ ที่จะมองข้ามไปไม่ได้เลยก็คือข้าวของเครื่องใช้ที่จะวางอยู่ในพื้นที่คอนโดของเรา แม้จะเป็นรายละเอียดปลีกย่อยแต่ก็ต้องการความใส่ใจเป็นพิเศษ อย่างเช่น สีของผ้าปูที่นอน ปลอกหมอน แก้วน้ำ จานชาม ควรเกาะกลุ่มสีให้อยู่ในกลุ่มสีโทนเย็น หรือสีขาวและดำไปเลยก็ได้ ส่วนสิ่งสำคัญที่ต้องท่องเอาไว้เสมอเลยก็คือ ห้ามเลือกของใช้ที่มีสีสันสดใส อย่างเช่นสีชมพู เหลือง เขียว เนื่องจากหากคิดจะมินิมอลแบบบ้านโนบิตะแล้วต้องโบกมือลารัวๆ

บ้านโนบิตะต้อง ‘เพิ่มความมีชีวิตชีวาด้วยสีของธรรมชาติ’

หากเกรงว่าบรรยากาศของคอนโดมิเนียมจะขาดชีวิตชีวา วิธีการเพิ่มความสดใสได้ดีที่สุด (แต่ยังคงความมินิมอลแบบ้านโนบิตะเอาไว้) ก็คือการแบ่งพื้นที่ในคอนโดสำหรับวางกระถางต้นไม้เล็กๆ สัก 3-4 กระถาง หรืออาจเลือกเป็นไม้เลื้อยที่สามารถแขวนตามผนังหรือปลูกบริเวณระเบียงของคอนโดได้ รับรองว่าการตกแต่งคอนโดด้วยสไตล์นี้จะทำให้ที่พักอาศัยของคุณน่าอยู่ขึ้นอย่างแน่นอน

japanese house

แรงบันดาลใจจากบ้านตระกูลโนบิ

สำหรับคนที่ฝันอยากมีบ้านสไตล์ญี่ปุ่น และมีบ้านโนบิตะเป็นแรงบันดาลใจ ก็สามารถสร้างให้เป็นจริงขึ้นมาได้ โดยนอกจากจะยึดหลักการตกแต่งและการจัดสรรพื้นที่ใช้สอยแบบมินิมอลลิสม์แล้ว ยังมีเคล็ดลับอื่นๆ ที่น่าสนใจซึ่งสามารถเนรมิตบ้านโนบิตะให้เกิดขึ้นจริงได้

-  ขนาดของตัวบ้านที่มีความกะทัดรัด โดยกำหนดให้ฝ้าเพดานสูงประมาณ 2.40 – 2.60 เมตร และห้องนอนขนาด 2.50 x 3 เมตร ซึ่งเป็นขนาดที่เท่ากับห้องนอนของโนบิตะพอดิบพอดี  

-  เน้นใกล้ชิดธรรมชาติ โดยมีสวนขนาดย่อมอยู่รอบตัวบ้าน และไม่ต่อเติมบ้านจนแน่นเต็มพื้นที่

-  โถงทางเดินเป็นไอเดียที่น่าสนใจไม่น้อย สำหรับแปลนบ้านที่เมื่อเปิดประตูเข้ามาแล้วเจอกับห้องเล็กห้องน้อยที่แยกย่อยออกไปอีก โดยโถงทางเดินนี้เป็นเหมือนพื้นที่เอนกประสงค์ที่เชื่อมต่อทุกห้องให้เข้าหากัน อย่างที่เห็นในการ์ตูนว่าเวลาใครกลับมาถึง คนในบ้านก็แค่ชะโงกหน้าออกมาดูเท่านั้นเอง

-  ทำตู้เก็บของแบบตู้นอนโดเรม่อน แม้จะเป็นบ้านขนาดเล็กและมีของไม่เยอะมาก แต่การมีตู้เก็บที่นอนก็เป็นเหมือนความฝันของเด็กที่โตมากับการ์ตูนเรื่องนี้ โดยคุณพ่อคุณแม่สามารถสร้างตู้เก็บของบิ้วท์อินลักษณะนี้ในห้องของลูกได้ แต่ต้องคำนึงเรื่องความสูงและความปลอดภัยด้วย

บ้านโนบิตะ
(photo by syaf_pereka)

บ้านโนบิตะมีจริงหรือไม่ ?

รายการ Ame Talk จากประเทศญี่ปุ่น ที่ออกอากาศเมื่อปี 2016  ได้พาผู้ชมและแฟนการ์ตูนเรื่องโดเรม่อนหาคำตอบถึงที่ตั้งของบ้านโนบิตะ โดยกล่าวว่า อาจารย์ฟูจิโกะ ฟูจิโอะ ผู้เขียนการ์ตูนเรื่องนี้ได้หยิบยกสถานที่จากกรุงโตเกียว เขตเนริมะ มาเป็นแรงบันดาลใจในการสร้างฉากหลังให้การ์ตูนเรื่องนี้ โดยปรากฏหลักฐานในตอนหนึ่ง เมื่อโดเรม่อนเขียนที่อยู่บ้านซูเนโอะเอาไว้บนของวิเศษ นั่นจึงเป็นเบาะแสได้ว่าเขตนาริมะเป็นที่อยู่ของบ้านโนบิตะนั่นเอง

นอกจากนี้ทางรายการได้เปิดเผยข้อมูลสุดพิเศษที่หลายคนไม่รู้คือ บ้านหลังนี้เป็นบ้านเช่า ใช่แล้ว...โนบิตะอยู่บ้านเช่า! ซึ่งแม้ว่าตระกูลโนบิจะเป็นครอบครัวชนชั้นกลาง พ่อเป็นพนักงานบริษัทที่มีเงินเดือนประจำ แต่เนื่องจากคนญี่ปุ่นไม่นิยมซื้อบ้าน เพราะว่าที่โตเกียวราคาบ้านสูงมากและประชากรมีแนวโน้มลดน้อยลงทุกวัน ทำให้หากซื้อบ้านเป็นของตัวเองแล้วโอกาสที่จะขายต่อมีน้อย และนอกจากนี้ที่ประเทศญี่ปุ่นเขากำหนดให้คนที่มีบ้านเป็นทรัพย์สินของตัวเองต้องรื้อบ้านหรือรีโนเวตทุกๆ 30 ปี เท่ากับว่าในหนึ่งอายุขัยจะต้องมีการเตรียมเงินก้อนใหญ่ถึง 2 ก้อน เพื่อซ่อมแซมบ้านนั่นเอง

มาถึงเรื่องราคาเช่าบ้านกันบ้าง เมื่อทางรายการไปสอบถามผู้ประเมินราคาบ้านก็ได้คำตอบว่า ที่เขตเนริมะ มีราคาเช่าเฉลี่ยเดือนละ 150,000 ถึง 200,000 เยน หรือคิดเป็นเงินไทยราคาประมาณ 43,000 - 58,000 บาท แต่เมื่อพิจารณาจากสิ่งปลูกสร้างและอายุการใช้งานของบ้านโนบิตะ พบว่ามีราคาเช่าอยู่ที่ เดือนละ 140,000 เยน หรือประมาณ 40,000 บาท ซึ่งเป็นราคาที่ต่ำกว่าตลาด

ที่เป็นเช่นนั้น เหตุเพราะว่าบริเวณห้องนั่งเล่นและห้องรับแขกตั้งอยู่ทางทิศตะวันตก ทำให้รับแสงอาทิตย์ไปเต็มๆ ในช่วงหน้าร้อน นอกจากนี้แปลนบ้านยังมีห้องแบบญี่ปุ่นดั้งเดิมเยอะจนเกินไป ซึ่งใช้งานยากในปัจจุบัน และสุดท้ายคือ ที่ชั้นสองของบ้านมีห้องนอนของโนบิตะเพียงห้องเดียวเท่านั้นที่เป็น Master Bedroom ขณะที่บ้านของชาวญี่ปุ่นในปัจจุบัน แม้ว่าจะยังคงรูปแบบความกระทัดรัดและมีกลิ่นอายแบบดั้งเดิมเอาไว้ แต่พื้นที่ใช้สอยและการออกแบบภายในกลับมีการปรับปรุงให้เหมาะกับยุคสมัยมากยิ่งขึ้น

 

จัดบ้านให้เรียบร้อยลงตัว
แบบบ้านโนบิตะ

ฉากที่คุ้นตาเมื่อโนบิตะกลับจากโรงเรียน ก็คือภาพคุณแม่ของโนบิตะกำลังทำความสะอาดห้องนั่งเล่นและจัดเก็บห้องนอนของโนบิตะ พร้อมมีเสียงบ่นลอยมาอยู่เสมอว่าลูกชายตัวแสบมักทำห้องนอนรกจนน่าหงุดหงิดใจ

konmari

ความมีระเบียบคงเป็นสิ่งที่แฝงอยู่ในสายเลือดของเหล่าแม่บ้านญี่ปุ่นอย่างแท้จริง เพราะหนึ่งในสุภาพสตรีที่เป็นแม่บ้านชาวญี่ปุ่นเต็มตัว เคยได้รับการยกย่องจากนิตยสารไทม์ให้เป็นผู้ทรงอิทธิพลในปี 2015 กับการเขียนพ็อกเก็ตบุ๊คที่มีชื่อว่า The Life-Changing Magic of Tidying Up หรือชื่อที่ได้รับการตีพิมพ์เป็นภาษาไทยว่า ‘ชีวิตดีขึ้นทุกๆด้าน ด้วยการจัดบ้านแค่ครั้งเดียว’ เธอคนนั้นมีชื่อว่า คนโด มาริเอะ (kondo marie) ผู้เป็นเจ้าของทฤษฎีจัดระเบียบบ้านแบบคอนมาริ (konmari) ซึ่งโด่งดังไปถึงยุโรปและอเมริกา

หลักการจัดบ้านแบบคอนมาริ มีเพียง 2 ขั้นตอนเท่านั้น คือ ทิ้งในสิ่งที่ไม่ต้องการ และจัดสิ่งที่ต้องการอย่างเป็นระเบียบ ซึ่งความยากที่สุดของการจัดบ้านคือการตัดสินใจ ‘ทิ้ง’ นั่นเอง โดยหลายคนอาจรู้สึกเสียดาย กับของบางอย่างที่ไม่ได้ใช้ แต่ก็ยังมีคุณค่าทางจิตใจ หากคุณมักประสบปัญหาเช่นนี้เสมอ ขอให้เริ่มลำดับความสำคัญ โดยตัดสินใจทิ้งของที่กำจัดออกง่ายที่สุดก่อน อย่างพวก เอกสาร เสื้อผ้า ของใช้จุกจิกที่ไม่จำเป็น รับรองว่าหากกำจัดของเหล่านี้ออกไปได้ บ้านของคุณจะมีพื้นที่เพิ่มขึ้นกว่าครึ่งทีเดียว

 

การ์ตูนเรื่องโดเรม่อน คงเป็นเหมือนขุมทรัพย์ความทรงจำในวัยเด็ก รวมทั้งเป็นแรงบันดาลให้หลายคนหันมาสนใจวัฒนธรรมของประเทศญี่ปุ่น อย่าเช่นเรื่องที่อยู่อาศัย ซึ่งใครจะคิดว่าจากการ์ตูนลายเส้นในวันนั้น จะสามารถมีอิทธิพลจนกลายเป็นแรงบันดาลใจให้หลายคนพยายามตามหาสถานที่ตั้งของบ้านหลังนี้ รวมทั้งเนรมิตบ้านของตนเองให้มีกลิ่นอายแบบญี่ปุ่น ราวกับหลุดออกมาจากการ์ตูนเรื่องโดเรม่อนเลยทีเดียว

 

 

 

ที่มา:
http://jpninfo.com/thai/1203
https://konmari.com/about/the-method/

http://anngle.org/th/j-lifestyle/technology/doremonhouse.html



tags : , ,


share share to facebook share to twitter

TipsDD ถอดแปลน ‘บ้านโนบิตะ’ สู่แบบบ้านของญี่ปุ่นที่แท้จริง