กราฟฟิตี้

กราฟฟิตี้ (Graffiti)
เมื่อศิลปะบนกำแพงกลายเป็น
แรงขับเคลื่อนสังคม

กราฟฟิตี้ (Graffiti) นับเป็นศิลปะอีกแขนงหนึ่งที่มีจุดเริ่มต้นมาจากความต้องการที่จะสื่อสาร ในวันที่สังคมมีความเหลื่อมล้ำ และคนบางกลุ่มถูกจำกัดเสียงและตัวตน การใช้สเปรย์ฉีดพ่นเป็นข้อความสั้นๆ เพื่อต้องการเรียกร้องสิทธิของตนจึงถือกำเนิดขึ้นในปี 1970 ณ มหานครนิวยอร์ก กลุ่มคนผิวสีและคนไร้บ้านเลือกใช้ขบวนรถไฟใต้ดินเป็นพื้นที่สำหรับเพ้นท์ (Paint) ข้อความต่างๆ แทนผืนผ้าใบหรืองานพิมพ์ทั่วไป ซึ่งขบวนรถไฟฟ้าที่วิ่งไปรอบเมืองนี้เอง ที่ทำให้ผู้คนมีโอกาสเห็นผลงานกราฟฟิตี้มากขึ้น ทั้งยังเป็นอีกหนทางหนึ่งที่ทำให้คนภายนอกได้ยินเสียงเรียกร้องถึงความเท่าเทียมกันในสังคม อย่างไม่ต้องมีการรวมตัวชุมนุม หรือถือป้ายประท้วงแต่อย่างใด

เมื่อกราฟฟิตี้กลายเป็นที่รู้จักอย่างแพร่หลาย ต่อมาจึงเริ่มมีคนใช้กำแพงในที่สาธารณะเป็นพื้นที่สำหรับสร้างสรรค์ผลงานที่มีรายละเอียดมากขึ้นทั้งลายเส้นและสีสัน จนเกิดกลุ่มศิลปิน Under Ground จำนวนมาก และทำให้กราฟฟิตี้กลายเป็นหนึ่งในวัฒนธรรมของฮิปฮอป (HipHop) ซึ่งนอกจากจะมีการเต้นบีบอย (B-boy) กับเล่นสเก็ตบอร์ด (Skateboard) แล้ว การใช้สเปรย์สร้างสรรค์ข้อความบนกำแพงเพื่อเสียดสีสังคมและการเมือง ก็เป็นวัฒนธรรมเฉพาะกลุ่มที่โด่งดังไปทั่วโลกเช่นกัน

ถ้างานศิลปะ คือพื้นที่สำหรับ
ปลดปล่อยตัวตนและความรู้สึก

Banksy

ภาพบนผนังสร้างพลังการฉุกคิด

การแสดงผลงานกราฟฟิตี้ในต่างประเทศ มีจุดประสงค์เพื่อเรียกร้องให้เกิดความเปลี่ยนแปลง เสียดสีสังคม และหวังใช้งานศิลปะเป็นอีกหนึ่งกระบอกเสียงเพื่อทำให้ผู้คนเกิดความตระหนัก และเห็นความสำคัญของปัญหานั้นๆ อย่างเช่นผลงานของ ‘Banksy’ ศิลปินกราฟฟิตี้ชื่อดังระดับโลก เจ้าของลวดลายบนกำแพงและพื้นที่สาธารณะที่แม้แต่คนซึ่งไม่ได้คลุกคลีอยู่ในวงการนี้ก็จะต้องร้อง อ๋อ! เมื่อเห็นลายเส้นของเขา ด้วยการสร้างสรรค์กราฟฟิตี้แบบเสียดสีสังคม ล้อเลียนการเมือง ต่อต้านบริโภคนิยมและสงคราม รวมทั้งเรียกร้องอิสรภาพให้แก่ประชาชนในพื้นที่นั้นๆ ในแนวหยิกแกมหยอก บางผลงานก็เป็นตลกร้ายที่ทำให้คนฉุกคิดถึงปัญหาที่กำลังเกิดขึ้น ณ ช่วงเวลานั้นได้เป็นอย่างดี

ซึ่งผลงานอันเป็นที่ฮือฮาไปทั่วโลกคือ การเพ้นท์กำแพงในเขต West Bank ซึ่งเป็นดินแดนกั้นพื้นที่ระหว่างอิสราเอลกับปาเลสไตน์ แม้ว่าพื้นที่นั้นจะมีเจ้าหน้าที่และทหารพร้อมหันกระบอกปืนมาตลอดเวลา แต่ Banksy ก็สามารถเข้าไปสร้างสรรค์ผลงานกราฟฟิตี้ เพื่อแสดงออกถึงเสรีภาพและอิสรภาพสู่สายตาคนทั้งโลกได้

พลังกราฟฟิตี้เมืองไทย สร้างอะไรให้สังคม

ส่วนในเมืองไทยได้รับอิทธิพลของกราฟฟิตี้มาแล้วกว่า 20 ปี แต่กลับไม่ได้รับความนิยมเท่าที่ควรในช่วงแรกด้วยปัจจัยหลากหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็น การรับแต่ด้านความสวยงามของกราฟฟิตี้มาอย่างเดียว โดยไม่ได้หยั่งลึกไปถึงอารมณ์ของการเสียดสีสังคมแบบที่ประเทศต้นฉบับนำเสนอ จึงทำให้ผลงานกราฟฟิตี้ในเมืองไทยไม่ได้ส่งต่ออารมณ์ไปสู่สังคมได้เท่าที่ควร

นอกจากนี้ในบ้านเรายังไม่มีพื้นที่ให้ศิลปินแสดงผลงาน เนื่องจากการวาดภาพและพ่นสีบนผนังกำแพงหรือพื้นที่สาธารณะยังคงเป็นเรื่องผิดกฎหมาย มีโทษปรับไม่เกิน 5,000 บาท ตามพระราชบัญญัติรักษาความสะอาดและความเป็นระเบียบเรียบร้อยของบ้านเมือง พ.ศ. 2535 เมื่อไม่มีพื้นที่อย่างเป็นทางการจึงทำให้ในช่วงแรก มีศิลปินประเภทกราฟฟิตี้เกิดขึ้นจำนวนน้อย บางคนต้องแอบเข้าไปเพ้นท์ผนังในพื้นที่รกร้างซึ่งเสี่ยงต่อการเกิดอันตราย ทั้งอาชญากรรมและยาเสพติด หรือแม้แต่ศิลปินบางคนก็ถอดใจกับวงการกราฟฟิตี้ในบ้านเรา และหันไปอวดฝีมือในต่างประเทศแทน

แต่ช่วงหลังมานี้ วงการกราฟฟิตี้ไทยกลับมาครึกครื้นอีกครั้ง เมื่อผลงานของศิลปินไทยได้รับการยอมรับจากต่างชาติมากขึ้น จนทำให้เกิดกลุ่มคนรักงานกราฟฟิตี้รุ่นใหม่ขึ้นมาอีกจำนวนมาก อีกทั้งการเริ่มแสดงออกทางการเมืองและเรียกร้องความยุติธรรมต่อสังคมด้วยภาพพ่นสเปรย์บนผนังนี้เองที่ทำให้คนไทยเกิดความสนใจ และสัมผัสได้ถึงพลังขับเคลื่อนที่มาจากงานกราฟฟิตี้

แม้ภาพล้อเลียนการเมืองจะต้องถูกเทศกิจทาสีขาวทับในคืนต่อมา แต่ศิลปินหลายคนกลับมองว่านี่คือความสำเร็จของการเรียกร้องบางสิ่งบางอย่างเพื่อสังคม เพราะท่ามกลางผลงานกราฟฟิตี้มากมายที่อยู่รายล้อม กลับมีเพียงภาพเสียดสีนักการเมือง และภาพเรียกร้องความยุติธรรมให้แก่สัตว์ป่าเท่านั้น ที่ก่อให้เกิดความเคลื่อนไหวอย่างรวดเร็ว แม้จะถูกทาสีขาวทับ แต่ทุกคนต่างก็รับรู้ว่าภายใต้สีขาวที่บดบังนั้นกลุ่มกราฟฟิตี้กำลังเรียกร้องอะไร? และเรียกร้องไปเพื่อใคร?

Graffiti

คุณค่าของผลงาน สู่การเป็นกราฟฟิตี้

อย่างไรก็ตาม ยังมีหลายกลุ่มในสังคมที่ไม่เห็นด้วยกับการใช้สเปรย์พ่นบนกำแพงหรือตามพื้นที่สาธารณะ เพราะปัจจุบันยังมีลวดลายบนกำแพงที่เกิดจากการพ่นสีสเปรย์อย่างสะเปะสะปะ เต็มไปด้วยข้อความหยาบคายและตัวอักษรที่มาจากชื่อย่อของสถาบันต่างๆ ซึ่งล้วนทำลายทัศนียภาพของเมือง และสร้างปัญหาพื้นที่เสื่อมโทรมซึ่งยากต่อการพัฒนา

ทั้งนี้แนวทางแก้ปัญหาของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องคือ การจัดพื้นที่สำหรับให้เหล่าศิลปินมาแสดงผลงาน ไม่ว่าจะเป็นสวนสาธารณะ ย่านเมืองเก่า หรือแม้แต่หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานครก็เปิดโอกาสให้ศิลปินในสายกราฟฟิตี้ได้ออกมาโชว์ฝีมือและจัดนิทรรศการเป็นประจำ

ดังนั้นคุณค่าของงานกราฟฟิตี้ จะต้องไม่ใช่แค่การ พ่นเพื่อระบาย เท่านั้น แต่ต้องเป็นผลงานที่เกิดขึ้นจากศิลปินที่หลงใหลศิลปะแขนงนี้โดยตรง แน่นอนว่าพวกเขาจะตั้งใจผลิตชิ้นงานที่สร้างสรรค์ต่อสังคม กราฟฟิตี้ที่มาจากฝีมือของศิลปินอย่างแท้จริงจะต้องไม่ทำลายทัศนียภาพของเมือง แต่จะสร้างมุมมองที่แปลกใหม่ สร้างแง่มุมให้ผู้พบเห็นฉุกคิด และมีคุณค่ามากกว่าการเป็นแค่สีสเปรย์ที่แปะอยู่บนกำแพง

 

 

 



tags : , ,


share share to facebook share to twitter

TipsDD กราฟฟิตี้ (Graffiti) เมื่อศิลปะบนกำแพง กลายเป็นแรงขับเคลื่อนสังคม