มังสวิรัติ

Vegan ขั้นกว่าของมังสวิรัติ
ที่ไม่ใช่แค่ ‘การไม่ทานเนื้อสัตว์’

การกินมังสวิรัติในแบบที่เรารู้จัก คือการงดรับประทานเนื้อสัตว์ แต่ยังสามารถรับประทานนมและไข่ รวมถึงวัตถุดิบที่มีส่วนประกอบจากสัตว์ได้บางชนิด ส่วนการกินเจเป็นการงดทานเนื้อสัตว์เหมือนกับมังสวิรัติ แต่จะต่างกันที่การกินเจต้องเว้นผักฉุน 5 ประเภท ห้ามทานอาหารที่มีรสจัด ห้ามเสพสิ่งเสพติด รวมถึงยังต้องรักษาศีลร่วมอีกด้วย โดยอาจจะมีเรื่องของศาสนามาเกี่ยวข้องอยู่เนืองๆ และมีการกำหนดช่วงเวลาการกินที่ชัดเจน


แต่การกินมังสวิรัติรูปแบบใหม่ในแนวของ ‘วีแกน’ ที่เราจะแนะนำให้ได้รู้จักกันนั้น ค่อนข้างจะแตกต่างจาก 2 ประเภทที่กล่าวกันมาข้างต้นพอสมควร โดยสังคมตะวันตกได้แบ่งแนวการกินมังสวิรัติอยู่ 2 แบบคือ Vegetarian/Veggie (เวจเทเรียน/เวจจี้) กับ Vegan (วีแกน) การกินมังสวิรัติแบบวีแกนนั้นมีมานานตั้งแต่ยุคอียิปต์โบราณ แต่ยังไม่มีการริเริ่มแบบชัดเจน จนเมื่อปี 1994 โดย โดนัลด์ วัตสัน ได้ก่อตั้งสมาคมวีแกนแห่งอังกฤษขึ้น ซึ่งยังเป็นมังสวิรัติที่ไม่รับประทานนม ก่อนจะมาพัฒนาเป็นอาหารที่ปลอดวัตถุดิบจากสัตว์ทุกรูปแบบในปี 2000 จนมาถึงปัจจุบัน

Vegan

ความแตกต่างระหว่าง
มังสวิรัติทั่วไปและวีแกน


Vegetarian/Veggie จะเป็นมังสวิรัติในแบบที่คนรู้จักกันมากที่สุด นั่นก็คือการไม่รับประทานเนื้อสัตว์ แต่ยังรับประทานนมและไข่ได้ ส่วน ‘วีแกน’ เป็นมังสวิรัติแนวใหม่ที่มีข้อจำกัดมากกว่า แต่จะไม่ได้มีเรื่องศาสนาหรือลัทธิเข้ามาเกี่ยวข้อง ‘วีแกน’ คือการงดรับประทานอาหาร เครื่องปรุง วัตถุดิบทุกอย่างที่มาจากเนื้อสัตว์ น้ำผึ้ง และยีสต์ รวมไปถึงข้าวของเครื่องใช้ที่ทำมาจากสัตว์ เช่น กระเป๋าหนัง รองเท้าหนัง ส่วนถ้าเป็นของประเภทสกินแคร์ ก็จะต้องไม่มีการทดลองกับสัตว์ด้วยเช่นกัน

ความนิยมที่เพิ่มมากขึ้นแบบก้าวกระโดด !

 

วีแกนเริ่มเป็นที่นิยมมากขึ้นเรื่อยๆ โดยจากสถิติใน 3 ปีที่ผ่านมา จำนวน 5% ของประชากรทั้งหมดในประเทศสหรัฐอเมริกาได้หันมาทานวีแกน และภายในช่วงระยะเวลา 3 ปี ที่ความนิยมของเทรนด์การรับประทานแบบวีแกนขยับจาก 1% ขึ้นไปเป็น 5% ซึ่งน่าทึ่งมาก กลุ่มคนที่เป็นผู้นำหลักๆ เห็นจะเป็นคนรุ่นใหม่ที่อายุระหว่าง 15-34 ปี ที่ทำการค้นหาข้อมูลทางอินเทอร์เน็ตอยู่ตลอดเวลา จนอุตสาหกรรมอาหารต้องเปิดรับในการเติบโตของวีแกน เกือบทุกซูเปอร์มาร์เก็ต และภัตตาคารหรู ต้องมีพื้นที่ให้กับอาหารมังสวิรัติร่วมอยู่ด้วย เพื่อตอบสนองชาววีแกนให้ใช้ชีวิตได้ง่ายขึ้นกว่าเมื่อก่อน

 

มีรายงานจาก Top Trends in Prepared Foods 2017 ของบริษัทวิจัย GlobalData เผยว่า ชาวอเมริกัน 6% ประกาศตัวเป็น วีแกน โดยปัจจัยหลักคือ การเลิกกินเนื้อสัตว์เพื่อสุขภาพที่ดี และไม่สนับสนุนการทำปศุสัตว์ที่ทำลายสิ่งแวดล้อม

เป็น วีแกน เพื่อสุขภาพ !

ชาววีแกนจะเน้นการทานผัก ผลไม้ ธัญพืช และเมล็ดพืชแบบ 100% จึงอาจจะเป็นทางเลือกใหม่ของคนที่รักสุขภาพและกำลังลดน้ำหนัก เพราะเมื่อเลือกทานแบบวีแกนแล้ว ก็จะไม่ต้องมีเรื่องแคลอรี่มานับกันให้กังวล แต่หลายคนอาจสงสัย จะได้รับสารอาหารที่ครบถ้วนหรือไม่? เสี่ยงจะเป็นโรคขาดสารอาหารหรือเปล่า คำตอบคือ ไม่อย่างแน่นอน เพราะสารอาหารจากเนื้อสัตว์ที่ร่างกายต้องการจะมีอยู่ในผักและผลไม้บางชนิดที่สามารถทานทดแทนเนื้อสัตว์ได้

แต่สารอาหารอย่างหนึ่งที่ชาววีแกนอาจจะหาไม่ได้ คือ วิตามิน B12 ดังนั้นชาววีแกนควรจะหาวิตามินทานเสริมเพื่อไม่ให้ร่างกายขาดสารอาหารชนิดนี้

 

ส่วนใครที่อยากจะเข้ามาเป็นสมาชิกใหม่ของชาววีแกน หากยังเริ่มไม่เป็น ขอแนะนำว่าไม่ควรจะเริ่มแบบหักโหมเกินไป เพราะอาจจะทำให้ร่างกายปรับตัวไม่ทัน แต่ควรจะค่อยๆ เริ่มไปทีละขั้นตอน เช่น ลองเริ่มจากการงดทานเนื้อสัตว์ก่อนทีละน้อย แล้วค่อยๆ เริ่มงดการทานนม เนย หรือไข่เป็นบางวัน จากนั้นค่อยเพิ่มวันขึ้นเรื่อยๆ หรืออาจจะลองปรุงอาหารรับประทานเองที่บ้าน ให้เป็นวีแกนในแบบฉบับของตัวเอง

การไม่เบียดเบียนสัตว์
ทั้งแบบทางตรงและทางอ้อม

 

การเลือกกินมังสวิรัติแบบวีแกน แสดงให้เห็นถึงการไม่เบียดเบียนสัตว์ทั้งทางตรงและทางอ้อม เพราะปฏิเสธทุกอย่างที่มีสัตว์มาเกี่ยวข้อง ซึ่งหนึ่งในสาเหตุหลักที่ชาววีแกนส่วนใหญ่หันมารับประทานวีแกนนั้นก็มาจากเหตุผลของการรักสัตว์ด้วยเช่นกัน

ผลกระทบจากความต้องการบริโภคเนื้อสัตว์

จากข้อมูลของ FAO เผยว่า เราใช้พื้นที่ 1 ใน 4 ของโลกไปกับการปลูกพืชให้สัตว์ ถือเป็นโปรตีนที่เสียเปล่า มากกว่าที่มนุษย์ควรจะได้คืน 3-20 เท่า ซึ่งอุตสาหกรรมปศุสัตว์โลกก็มีส่วนทำให้เกิดก๊าซเรือนกระจก 14.5% ของปริมาณที่โลกเผชิญอยู่

มีผลวิจัยที่ชี้วัดว่าการบริโภคพืชยังมีความเสี่ยงต่ำมากเมื่อเทียบกับการรับประทานเนื้อแดง และมีการวิเคราะห์ว่าหาก ‘วีแกน’ เป็นที่นิยมเพิ่มขึ้น อาจช่วยลดผู้เสียชีวิตจากโรคที่มาจากพฤติกรรมทางการกินลงถึง 8.1 ล้านคนทั่วโลก

ซึ่งเทรนด์การกินแบบวีแกน มีส่วนผลักดันให้เกิดการเกษตรประณีตขึ้นในหลายประเทศ เป็นการปลูกพืชที่ให้ผลผลิตสูงและมีคุณค่าทางสารอาหาร โดยการใช้ทรัพยากรในการดูแลต่ำ เพื่อเน้นการสร้างสภาพแวดล้อมที่ดีพร้อมทั้งสนับสนุนสุขภาพของผู้บริโภค

Vegan Makeup

เครื่องสำอางวีแกน
เพื่อชาววีแกนโดยเฉพาะ

 

ในช่วงที่ ‘วีแกน’ กำลังได้รับกำลังได้รับความนิยมมากขึ้น บรรดาแบรนด์เครื่องสำอางทั้งหลายก็เริ่มทำการเกาะกระแสโดยผลิตโปรดักต์ที่ไม่มีส่วนผสมที่มาจากสัตว์ เพื่อตอบสนองชาววีแกนให้ไปถึงขั้นสูงสุด ที่พูดอย่างมั่นใจได้ว่าแม้แต่เครื่องสำอางของตัวเองที่ใช้อยู่ก็ไม่มีส่วนผสมหรือสารสกัดที่มาจากสัตว์

 

บางคนมีความเข้าใจผิดเกี่ยวกับเครื่องสำอางที่มีตราประทับว่าเป็น Cruelty Free ซึ่งเป็นเครื่องสำอางในหมวดของวีแกนด้วย แต่ความจริงนั้น Cruelty Free คือการไม่นำไปทดลองกับสัตว์ แต่ส่วนผสมบางอย่างยังคงสกัดมาจากสัตว์ เช่น แปรงขนสัตว์, honey (น้ำผึ้ง), beeswax (ขี้ผึ้ง), lanolin (ไขมันที่ได้จากขนแกะ), collagen (คอลลาเจน), albumen (ไข่ขาว), พิกเม็นต์ carmine, gelatin และอีกมากมายที่ถูกรวบรวมไว้โดย PETA องค์กรพิทักษ์สิทธิสัตว์  การสังเกตว่าผลิตภัณฑ์ตัวไหนเป็นวีแกนให้ดูง่ายๆ ว่ามีฉลากที่ระบุว่า 100% vegan และ No Animal Ingredients ก็แปลว่าผลิตภัณฑ์ตัวนั้นเป็นวีแกนโดยแท้

การรับประทานมังสวิรัติในแบบของวีแกนเริ่มเป็นที่นิยมกันอย่างแพร่หลายในต่างประเทศ ซึ่งเป็นทางเลือกใหม่ของคนรักสุขภาพและไม่เบียดเบียนสัตว์ไปพร้อมๆ กัน อีกทั้งยังให้ประโยชน์กับร่างกายและสิ่งแวดล้อม แต่ ‘วีแกน’ ยังไม่เป็นที่รู้จักกันมากในประเทศไทย หากคุณอยากลองเป็นคนรักสุขภาพดูบ้าง ก็เริ่มจากการหันมารับประทานแบบวีแกนดูสักครั้ง ผลลัพธ์ที่ได้นั้นอาจจะมากกว่าแค่สุขภาพที่ดีขึ้นอย่างแน่นอน

 

 

 

ที่มา:
https://thematter.co/byte/the-raising-of-vegan/45091
https://waymagazine.org/vegan_trend/
https://40plus.posttoday.com/eatandtrip/1157/
http://www.catdumb.com/vegans-poo-more-precious-777/



tags : , , , , ,


share share to facebook share to twitter

TipsDD Vegan ขั้นกว่าของมังสวิรัติ ที่ไม่ใช่แค่ ‘การไม่ทานเนื้อสัตว์’