Cyberbullying

STOP CYBERBULLYING
หยุดพิมพ์ หยุดแชร์ เรื่องแย่ๆ บนโซเชียล

ในวันที่ตื่นเช้าขึ้นมาแล้วควานหาโทรศัพท์มือถือก่อนเป็นอันดับแรก หลังจากปิดเสียงเตือนของนาฬิกาปลุกแล้ว หลายคนเลือกปลุกสมองให้ตื่นด้วยการใช้โซเชียลมีเดีย (Social Media) เพื่อตรวจยอดไลก์และคอมเมนต์ของสเตตัสที่ตนเองเพิ่งโพสต์ไปก่อนนอน รวมทั้งไม่ลืมที่จะอัปเดตเรื่องราวชีวิตของบุคคลที่เรากดติดตามด้วยเช่นกัน

ในแต่ละวัน คุณเสียเวลา
ไปกับเรื่องราวเหล่านี้เฉลี่ยแล้ว
วันละกี่ชั่วโมง
?


นอกจากนี้คุณยังติดตามดราม่าบนโลกออนไลน์ เรื่องราวที่ไม่ใช่ชีวิตของตัวเอง ทั้งยังมีอารมณ์ร่วมกับเหตุการณ์นั้น จนอดไม่ได้ที่จะพิมพ์ข้อความแสดงความเห็นโจมตีคนอื่นมาแล้วกี่ครั้ง?

จริงๆ แล้วพฤติกรรมเหล่านี้คือความรุนแรงบนโลกออนไลน์ที่ทั่วโลกต่างเข็ดขยาด จนต้องหันมารณรงค์ให้ผู้ใช้งานอินเทอร์เน็ตเกิดความตระหนักและหยุดพฤติกรรมใช้โซเชียลมีเดียโจมตีผู้อื่น ภายใต้แนวคิด ‘Stop Cyberbullying’

Cyberbullying  คือ ความรุนแรงบนโลกออนไลน์ที่แสดงออกมาในลักษณะของการโจมตีผู้อื่น โดยใช้คำหยาบคาย สร้างข้อมูลเท็จ ตลอดจนการประจานให้ผู้อื่นรู้สึกอับอาย มักพบในพฤติกรรมการใช้งานอินเทอร์เน็ตของเด็กและเยาวชน ดังนั้นชนวนของปัญหา Cyberbullying ส่วนใหญ่จะเกิดขึ้นจากความขัดแย้งระหว่างเพื่อน กรณีพิพาทเรื่องชู้สาว และคนที่อยู่ในสังคมโรงเรียนหรือมหาวิทยาลัยเดียวกัน

ข้อมูลยืนยันจากสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล เปิดเผยว่าเด็กไทยใช้เวลาอยู่กับโซเชียลมีเดีย เฉลี่ย 35 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยโลกถึง 3 ชั่วโมง ตลอดจนยังมีพฤติกรรรมใช้อินเทอร์เน็ตอย่างไม่เหมาะสมถึง 60% โดยปัญหาแรกที่ต้องคำนึงถึงเลยก็คือพฤติกรรม Cyberbullying นอกจากนี้อินสตาแกรม (Instagram) ยังคว้าอันดับหนึ่ง ของการเป็นพื้นที่ให้เหล่านักเลงคีย์บอร์ดเข้ามาโจมตีผู้อื่นถึง 42% และตามมาติดๆ กับเฟซบุ๊ก (Facebook) ด้วยสถิติ 37 %

ทั้งนี้การทำร้ายกันโดยคำพูดไม่ใช่เรื่องใหม่ของสังคม เพราะเราอาจเคยชินกับคำด่าทอและคำหยาบคาย จนทำให้หลงลืมไปว่าสิ่งเหล่านี้ก็เป็นอาวุธร้ายที่โจมตีผู้อื่น และสร้างบาดแผลในใจผู้ถูกกระทำได้อย่างไม่ต้องมีเลือดไหลออกมาเลยสักหยด

ความน่ากลัวของ Cyberbullying
คือ การไม่รู้ตัวว่ากำลังทำผิด

จากผลสำรวจของสถาบันแห่งชาติเพื่อการพัฒนาเด็กและครอบครัว พบว่า 28% ของเด็กไทย ไม่รู้ว่าการ Cyberbullying เป็นเรื่องผิด อีก 39 % มองว่าการ Cyberbullying เป็นเรื่องสนุก และที่น่าตกใจคือ 59% ของเด็กไทยบอกว่า ‘เคยเป็นส่วนหนึ่งใน Cyberbullying’

แสดงว่าสิ่งที่น่าเป็นห่วงคือ กระบวนการคิดของคนในสังคมที่ยังมองไม่เห็นถึงปัญหาที่จะตามมาหลังจากเหตุการณ์ Cyberbullying เพราะความเป็นจริงแล้ว เราไม่สามารถทราบได้ทั้งหมดว่าข้อความโจมตีอันรุนแรงนั้น เป็นผลมาจากน้ำมือของเด็กหรือผู้ใหญ่ โดยทุกครั้งที่มีเหตุการณ์ฆ่าตัวตายและทำร้ายตัวเองของผู้ที่เป็นเหยื่อบนโลกออนไลน์ ก็มักจะมีความคิดเห็นบางส่วนตามมาว่า

“แค่โดนด่าว่าอ้วนเอง ทำเป็นรับไม่ได้”
“ถ้าเรื่องแค่นี้ทนไม่ได้แล้วจะใช้ชีวิตยังไง”
“เราก็แค่พูดเล่นๆป่ะ”
ฯลฯ

หากตรรกะดังกล่าวมาจากเด็กและเยาวชน ทางแก้ต่อไปคือ ผู้ใหญ่ต้องดูแลการใช้งานโซเชียลมีเดียของเด็ก และสอนให้เขาเข้าใจว่าพฤติกรรม Cyberbullying นั้นเป็นการกระทำที่ไม่เหมาะสม ตลอดจนค่อยๆ ปลูกฝังให้เขาสามารถเป็นส่วนหนึ่งของสังคมได้โดยไม่ต้องทำร้ายใคร และยังต้องรู้จักคำว่า ‘เอาใจเขามาใส่ใจเรา’ ตั้งแต่อายุยังน้อย

อยากให้คิดเสมอว่า ความอดทนของแต่ละคนนั้นมีไม่เท่ากัน เราไม่สามารถรู้ได้เลยว่าในวันหนึ่ง คนๆ นี้เขาผ่านเรื่องราวอะไรมาบ้าง คำสนุกปากที่เราพูดล้อเลียนเขาโดยไม่ทันคิด อาจเป็นความอดทนที่เรียกว่า ‘ฟางเส้นสุดท้าย’ ของคนอื่นก็ได้

เหยื่อทางอาชญากรรมออนไลน์

Cyberbullying ร้ายแรงถึงขนาดที่จิตแพทย์ออกมาเตือนว่า นี่เป็นพฤติกรรมความรุนแรงที่ทำให้เหยื่อสามารถก้าวเข้าสู่วังวนของภาวะซึมเศร้าและนำไปสู่การตัดสินใจฆ่าตัวตายได้ โดยกว่า 50 % ของเด็กอเมริกันใช้วิธีรังแกเพื่อนผ่านโซเชียลมีเดีย ไม่ว่าจะเป็นการรวมตัวเพื่อกดดันผ่านเฟซบุ๊ค เขียนข้อความกล่าวร้ายเพื่อนผ่านโซเชียลมีเดีย ทำให้เพื่อนรู้สึกว่ากำลังถูกเพิกเฉย จนกลายเป็นความแปลกแยก รู้สึกเครียดและกดดันจนไม่อยากมาโรงเรียน ซึ่งเมื่อเหยื่อรู้สึกอ้างว้างและต้องใช้ชีวิตเพียงลำพังเป็นเวลานานจะส่งผลให้เขาไม่อยากเข้าสังคม และใช้เวลาไปกับการหมกมุ่นกับข้อความ Hate Speech บนโลกออนไลน์ ท้ายที่สุดคนกลุ่มนี้จะสามารถใช้การฆ่าตัวตายเป็นคำตอบได้ทุกเมื่อ

Cyberbullying ไม่ได้มีเพียงแค่คำพูด

Sexting เป็นหนึ่งในวิธีทำร้ายผู้อื่นบนโลกออนไลน์ โดยการเผยแพร่รูปภาพลามกอนาจารของเหยื่อเพื่อสร้างความอับอาย จริงอยู่ที่ภาพส่วนตัวซึ่งส่อไปในทางเพศไม่ควรถูกบันทึกเอาไว้ เพราะเราคงไม่ต้องการให้คนทั้งโลกมาเห็นเรือนร่างที่ไร้อาภรณ์เท่าไรนัก แต่เมื่อเกิดพลั้งพลาดและมีผู้ไม่ปรารถนาดีโพสต์รูปส่วนตัวของเราในพื้นที่สาธาณะ แน่นอนว่าผลเสียย่อมมามากกว่าความอับอาย เหยื่อบางรายไม่ได้รับการยอมรับจากสังคม ถูกตีค่าให้กลายเป็นวัตถุทางเพศ มีผลกระทบต่อการใช้ชีวิตไม่ว่าจะเป็นครอบครัว การศึกษา และหน้าที่การงาน ซึ่งปฏิเสธไม่ได้เลยว่า

Cyberbullying สามารถทำลาย
ชีวิตของคนหนึ่งคนให้พังทลายลง
ได้เพียงแค่ปลายนิ้วคลิก

จากโลกออนไลน์ กลายเป็น
ภัยร้ายในชีวิตจริง


นี่คงเป็นคำที่สะท้อนผลลัพธ์ของการถูก Cyberbullying ได้อย่างดีที่สุด และถ้ามองโลกตามความเป็นจริงแล้ว มันเป็นเรื่องยากมากๆ ที่จะให้คนในสังคมเลิกคิดร้ายต่อกัน เพราะตราบใดที่เรายังเป็นมนุษย์ที่มีความรู้สึกต้องการ และมีด้านสีเทาๆ ซึ่งเรียกว่า รัก โลภ โกรธ หลง วิ่งผ่านเข้ามาในห้วงความคิด โอกาสที่จะทำร้ายคนอื่นบนโลกออนไลน์ก็สามารถเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อ

แล้วเราจะหยุด Cyberbullying ได้อย่างไร?

คำตอบของปัญหานี้อาจไม่มีทางออกที่ตายตัว เพราะมีวิธีการแก้ไขความรุนแรงบนโลกออนไลน์ที่หลากหลาย ตั้งแต่การสะกิดบอกคนข้างๆ ให้หยุดพิมพ์ หยุดแชร์ การรณรงค์ของผู้ใช้งานโซเชียลมีเดียและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จนถึงในบางประเทศที่เริ่มใช้กฎหมายลงโทษผู้กระทำ Cyberbullying ต่อผู้อื่นอย่างจริงจัง

แต่หากจะให้เราเลือกคำตอบที่ดีที่สุดในการช่วยยุติปัญหาดังกล่าว ก็คงไม่รีรอที่จะบอกว่า ทุกอย่างต้องเริ่มจาก ‘ตัวเอง’ แม้จะดูแล้วค่อนข้างเป็นแนวทางอุดมคติ แต่เชื่อสิว่าหากเราคิดดี เราก็จะทำในสิ่งที่ดี และการใช้โซเชียลมีเดียอย่างสร้างสรรค์นั้นไม่ใช่เรื่องที่ยากเกินไปอย่างแน่นอน

 

 

 



tags : ,


share share to facebook share to twitter

TipsDD Stop Cyberbullying หยุดพิมพ์ หยุดแชร์ เรื่องแย่ๆ บนโซเชียล