ช่วงการนอนหลับ
12 February 2019

Stages of Sleep ช่วงการนอนหลับ
สำคัญอย่างไรกับสุขภาพ?

ไหนขอเสียงคนขี้เซาที่ชอบเลื่อนนาฬิกาปลุกบ่อยๆ รู้สึกว่านอนเท่าไรก็ยังไม่อิ่ม นอนเยอะแค่ไหนก็ยังไม่พอ หากคุณเป็นหนึ่งในนั้น นี่เป็นสัญญาณที่บอกว่าช่วงการนอนของคุณนั้นยังไม่มีประสิทธิภาพมากพอ เคยเป็นไหม? แม้ว่าจะนอนหลับหลายชั่วโมง แต่ตอนที่ตื่นก็ยังงัวเงียและไม่สดชื่นกระปรี้กระเปร่าอยู่ดี ซึ่งจริงๆ แล้วชั่วโมงในการนอนหลับยังไม่สำคัญเท่ากับคุณภาพของการนอนเลย วันนี้ TipsDD เลยจะพาทุกคนมารู้จักกับ Stages of Sleep ที่เรียกได้ว่าเป็นตัวชี้วัดประสิทธิภาพของการนอนหลับอย่างแท้จริง

อย่างที่รู้กันดีว่าการนอนหลับนั้นเป็นเรื่องปกติของมนุษย์ ไม่ว่าใครก็ต้องนอนหลับกันทุกคน แถมการนอนยังกินเวลาไปกว่า 1 ใน 3 ของชีวิตคนเรา และการนอนยังสำคัญมากๆ เพราะในระหว่างที่นอนหลับจะเป็นช่วงที่ร่างกายรักษาความสมดุล และควบคุมการทำงานของระบบอวัยวะที่สำคัญต่างๆ แถมพลังงานของร่างกายที่จะใช้ในวันต่อไป ก็เกิดขึ้นจากการเก็บสะสมพลังงานในขณะนอนหลับอีกด้วย ซึ่งการนอนนั้นสามารถแบ่งได้เป็น 2 ช่วงใหญ่ๆ คือ REM และ Non-REM

ช่วงการนอนหลับแบบ REM (Rapid Eye Movement)

เป็นการนอนหลับช่วงที่สั้นที่สุดของวงจรการนอน ซึ่งร่างกายจะไม่สามารถควบคุมกล้ามเนื้อต่างๆ ได้ จะมีก็แต่กล้ามเนื้อตาที่ทำงานเป็นระยะๆ ทำให้ดวงตาเคลื่อนไหวไปมาอย่างรวดเร็วส่วนสมองก็ยังคงมีการทำงานอย่างหนักเหมือนกับช่วงที่เราตื่น การนอนหลับในช่วงนี้สามารถเกิดความฝันได้มากกว่าช่วงอื่นๆ แต่ความฝันก็ไม่ค่อยมีความสมจริงมากเท่าไร ทำให้ตอนตื่นนอนเราอาจจะไม่สามารถจำได้ว่าฝันอะไรโดยประโยชน์ของการนอนหลับช่วง REM คือจะมีส่วนช่วยในเรื่องของการเรียนรู้ การสร้างจินตนาการ และยังมีความสำคัญต่อการประมวลความจำ นอกจากนั้นช่วงการนอนหลับแบบ REM ยังทำให้เลือดถูกลำเลียงไปเลี้ยงสมองมากขึ้นอีกด้วย

ช่วงการนอนหลับแบบ Non-REM (Non-Rapid Eye Movement)

เป็นการนอนหลับช่วงที่ยาวที่สุดของวงจรการนอน โดยเลือดนั้นจะไปเลี้ยงสมองและกล้ามเนื้อส่วนต่างๆ ลดลง และทำให้ชีพจรเต้นช้าลงด้วย พูดง่ายๆ ก็คือความดันเลือดนั้นจะเสถียรกว่าช่วงการนอนหลับแบบ REM อย่างไรก็ตามช่วงการนอนแบบ Non-REM ก็สามารถเกิดความฝันขึ้นได้เช่นกัน ซึ่งความฝันส่วนใหญ่จะเกิดขึ้นช่วงกลางของการหลับลึก ทำให้ความฝันค่อนข้างมีความสมจริง แถมการนอนละเมอหรือการฉี่รดที่นอนก็จะเกิดขึ้นในช่วงการนอนนี้ด้วย โดยข้อดีการนอนหลับในช่วง Non-REM คือมีส่วนช่วยทำให้ภูมิคุ้มกันร่างกายแข็งแรง ช่วยฟื้นฟูเนื้อเยื่อและระบบต่างๆ ในร่างกาย ทั้งยังช่วยในการหลั่งฮอร์โมนที่มีส่วนช่วยในการเจริญเติบโต ซึ่งการนอนหลับในช่วง Non-REM นี้ยังแบ่งเป็น 3 ช่วงย่อยๆ อีกคือ

– Transition to Sleep เป็นการนอนระยะแรกที่กินเวลาประมาณ 5-10 นาที ซึ่งเป็นการนอนหลับที่ไม่สนิทหรือกึ่งหลับกึ่งตื่น โดยสมองจะเริ่มทำงานช้าลงและอาจมีการกระตุกของกล้ามเนื้อ ถ้าหากถูกปลุกให้ตื่นกลางคันจะตื่นง่ายและไม่งัวเงีย เพราะรู้สึกว่ายังไม่ได้นอน

– Light Sleep เป็นระยะที่ร่างกายเริ่มจะหลับลึกและกินเวลาประมาณ 20 นาที ในช่วงการนอนนี้หัวใจจะเต้นช้าลงและอุณหภูมิของร่างกายจะลดลง แต่สมองในส่วนความทรงจำ การรับรู้ ความคิด ภาษา และสติจะยังคงทำงานอยู่ ซึ่งการนอนหลับระยะสั้นๆ เพียง 20-30 นาที ก็สามารถกระตุ้นการทำงานของสมองส่วนดังกล่าวได้ และตอนที่ตื่นนอนก็จะไม่รู้สึกงัวเงียมากด้วย

– True Sleep หรือ Deep Sleep เป็นช่วงที่คนเราหลับลึกหลับสนิทและร่างกายได้พักผ่อนมากที่สุด ปกติแล้วการนอนหลับลึกนั้นจะไม่ค่อยเกิดความฝัน เพราะร่างกายจะมีความรู้สึกน้อยและตอบสนองกับสิ่งเร้าภายนอกน้อยลง นอกจากนั้นการหลับลึกยังมีความจำเป็นต่อร่างกายอย่างมาก เพราะส่งผลต่อการเจริญเติบโตและการพัฒนาเนื้อเยื่อต่างๆ แถมยังมีส่วนช่วยในการสร้างภูมิคุ้มกันและฟื้นฟูร่างกายหลังจากที่ออกกำลังกายอีกด้วย ในขณะเดียวกันหากตัวเราเองนอนหลับไม่เพียงพอ ร่างกายก็จะได้รับผลกระทบจากการนอนในช่วงนี้มากที่สุดด้วยเช่นกัน Deep Sleep นั้นเป็นช่วงที่ร่างกายซ่อมแซมและสร้างพลังงานเพื่อนำไปใช้ในวันต่อไป ถ้านอนหลับในช่วงนี้อยู่แล้วถูกปลุกให้ตื่น จะตื่นยากและตื่นมาแล้วจะรู้สึกงัวเงียไม่สดชื่นอีกด้วย

เห็นไหมว่าช่วงการนอนหลับแต่ละระดับนั้นมีความสำคัญอย่างไรต่อสุขภาพ ซึ่งการนอนที่ดีนั้นจะต้องมีทั้ง REM และ Non-REM สลับกัน แถมถ้านอนหลับอย่างเต็มอิ่ม ก็จะรู้สึกตัวตื่นขึ้นมาเองโดยที่ไม่ต้องใช้นาฬิกาปลุกเลยละ เพียงแค่นอนงีบระยะสั้นๆ ก็ทำให้ร่างกายตื่นตัว อารมณ์ดี และยังช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานได้เป็นอย่างดีอีกด้วย รู้แบบนี้แล้วอย่าลืมหาเวลานอนหลับให้เพียงพอกันด้วยนะ

 

 



tags : , , , ,


share share to facebook share to twitter

TipsDD Stages of Sleep ช่วงการนอนหลับ สำคัญอย่างไรกับสุขภาพ?