Burnout Syndrome

BURNOUT SYNDROME
คุณกำลังตกอยู่ในภาวะหมดไฟ
ในการทำงานหรือเปล่า?

ไม่อยากตื่นไปทำงานเลย” หรือ เมื่อไหร่จะวันศุกร์” คำบ่นที่หลายคนคงคุ้นชินกันในแวดวงคนทำงาน หากคำเหล่านี้เป็นคำพูดที่คุณพูดกับเพื่อนร่วมงานอยู่บ่อยครั้ง แต่ไม่ได้เก็บเอามาคิดเป็นจริงเป็นจังกับชีวิตตัวเองก็คงไม่เป็นอะไร แต่ถ้าคุณคือคนที่พูดคำนี้กับตัวเองอยู่ทุกวันเมื่อต้องมาทำงาน รู้สึกเบื่อหน่าย และหดหู่ร่วมด้วย นั่นอาจไม่ใช่เรื่องปกติ เพราะคุณกำลังตกอยู่ในภาวะ Burnout Syndrome หรือ ภาวะหมดไฟในการทำงาน อยู่ก็ได้

Burnout Syndrome

ภาวะหมดไฟ หรือบางคนใช้คำว่า ‘ภาวะเหนื่อยล้าจากการทำงาน’ ยังไม่ถูกให้คำจำกัดความหรือจัดอยู่ในกลุ่มโรคอย่างชัดเจน เป็นกลุ่มอาการทางด้านจิตใจที่เกิดจากการทำงานอย่างหนักหน่วง

การตกอยู่ในภาวะหมดไฟในการทำงานจะทำให้คุณเกิดความรู้สึกเหล่านี้ ไม่อยากตื่นมาทำงาน เบื่องาน ไม่มีความสุขในการทำงานไม่อยากจะพูดคุยกับใคร ไปจนถึงไม่มีสมาธิและขาดไอเดียในการทำงาน ซึ่งจะเกิดขึ้นในระยะสั้นในช่วงที่คุณทำงานหนักจนไม่มีเวลาพักผ่อน

ภาวะหมดไฟในการทำงาน กับ โรคซึมเศร้า

บางคนยังคงสับสนระหว่างภาวะหมดไฟในการทำงานกับ โรคซึมเศร้า เพราะมีลักษณะอาการคล้ายกัน แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าคนที่มีภาวะหมดไฟในการทำงานจะเป็นโรคซึมเศร้าเสมอไป เพียงแต่อาจจะเป็นการเพิ่มความเสี่ยงที่จะเป็นโรคซึมเศร้าได้ง่ายขึ้น

สาเหตุที่ทำให้คนที่อยู่ในภาวะหมดไฟในการทำงาน แล้วมีความเสี่ยงกลายเป็นโรคซึมเศร้านั้นเนื่องจากภาวะหมดไฟในการทำงานจะมีอาการที่คล้ายกับคนที่เป็นโรคซึมเศร้าคือ รู้สึกเศร้า หดหู่ เหนื่อย อ่อนเพลียไม่มีแรง ทำให้ประสิทธิภาพในการทำงานลดลง ซึ่งความแตกต่างของ 2 กลุ่มนี้จะอยู่ที่ความผิดปกติทางด้านความคิดและอารมณ์ทางด้านลบในผู้ป่วยโรคซึมเศร้าจะรุนแรงกว่ามาก จะรู้สึกไม่มีคุณค่าในตัวเอง เกลียดตัวเองจนมีแนวโน้มที่อยากจะฆ่าตัวตาย ดังนั้นอย่าเพิ่งด่วนสรุปไปเองว่าคุณเป็นอะไร เมื่อรู้ว่ามีอาการก็ควรที่จะเข้าไปปรึกษาแพทย์ร่วมด้วยเพื่อวินิจฉัยและรักษาได้ถูกต้อง

ภาวะหมดไฟ

Burnout Syndrome เกิดขึ้นได้อย่างไร

จากข้อมูลของนักจิตวิทยาได้ข้อสรุปว่า ภาวะหมดไฟจากการทำงานเกิดจากการทำงานหนักโดยขาดการพักผ่อน แต่ในปัจจุบันมีการศึกษาชุดใหม่เพิ่มเติมว่า ความเหนื่อยล้าไม่ใช่ปัจจัยทั้งหมดที่ทำให้คนๆ นึงเกิดภาวะภาวะหมดไฟในการทำงานได้แต่ยังมีปัจจัยอื่นร่วมอยู่ 3 ปัจจัยด้วยกันคือ

  1. ปัจจัยในเรื่องงาน ที่อาจตกอยู่ในสภาวะการทำงานที่เครียดและกดดัน หรืองานที่ทำอยู่ไม่ตรงกับความชอบที่แท้จริง จึงไม่มีความอยากที่จะทำ หรือบางคนไม่เคยได้รับการยอมรับ การใส่ใจ ได้ค่าตอบแทนน้อย รวมไปถึงสังคมการทำงานที่มีการขัดแย้งกันระหว่างเพื่อนร่วมงาน
  2. ปัจจัยด้านการใช้ชีวิต ในการทำงานหนักจนไม่มีเวลาพักผ่อน และแบกรับภาระอื่นๆ นอกเหนือจากงาน เช่น หนี้สินต่างๆ เป็นเสาหลักของครอบครัวที่ต้องดูแลทุกอย่าง จนเกิดความเครียดทั้งเรื่องงานและชีวิตส่วนตัวพร้อมกัน ส่วนบางคนก็มีปัญหาเรื่องงานร่วมกับชีวิตคู่ที่กำลังมีปัญหาอยู่ ทำให้เกิดความเครียดเพิ่มไปอีก
  3. ปัจจัยด้านบุคลิกส่วนตัว คนที่ยึดติดความสมบูรณ์แบบ (Perfectionism) จะเป็นคนที่ไม่ว่าจะได้รับมอบหมายงานใดก็ตามจะทำงานนั้นให้ออกมาดีที่สุด จึงมีความกดดันในตัวเองสูงมาก ซึ่งเสี่ยงต่อการมีภาวะหมดไฟในการทำงาน

สังเกตภาวะ Burnout Syndrome
เบื้องต้นด้วยตัวเอง


หากคุณสำรวจตัวเองจากอาการเบื้องต้นแล้วพบว่าเสี่ยงเป็นภาวะหมดไฟในการทำงานแล้วล่ะก็...ควรหยุดพฤติกรรมที่เป็นอยู่และปรับสมดุลในการใช้ชีวิตเสียใหม่ หยุดทำงานหนัก! หยุดกดดันตัวเอง! แล้วเพิ่มเวลาพักผ่อนให้มากขึ้น! ภาวะหมดไฟในการทำงาน
 โดยเบื้องต้นจะสังเกตได้ 3 อย่างคือ

ทางกาย นอนไม่หลับ รู้สึกเหนื่อย อ่อนเพลียไม่มีแรงทำไรอะไรเลย หรือพอต้องไปทำงานก็รู้สึกเหมือนไม่มีแรง ไม่มีสมาธิ ประสิทธิภาพในการทำงานลดลงอย่างเห็นได้ชัด

ทางอารมณ์ รู้สึกเบื่อ ล้มเหลว ท้อแท้ หดหู่ สิ้นหวัง ขาดแรงจูงใจ ไม่มีความสุขในการทำงาน มีทัศนคติที่แย่ต่องานที่ทำอยู่

ทางพฤติกรรม ไม่พูดคุยกับเพื่อนร่วมงาน แยกตัวไม่สุงสิงกับใคร หมกหมุ่นอยู่กับงาน มาทำงานสาย พอเลิกงานก็กลับก่อนเวลา ไม่มีความกระตือรือร้นในเรื่องงาน ทำงานเหมือนหุ่นยนต์ไร้ความรู้สึก

วิธีปลุกไฟที่เคยลุกโชนให้กลับมาอีกครั้ง

ภาวะหมดไฟในการทำงานสามารถรักษาหายได้ด้วยตัวเองหากอาการยังไม่อยู่ในขั้นรุนแรง ด้วยการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมทุกอย่างใหม่  

ทำงานแบบคนฉลาด ในยุคที่เทคโนโลยีเกิดขึ้นรอบตัว อาจมีตัวช่วยที่ทำให้คุณทำงานได้ง่ายขึ้น เช่น พวกแอปพลิเคชันต่างๆ ที่ทำมาเพื่ออำนวยความสะดวกเรื่องการทำงาน เครื่องมือเหล่านี้จะเป็นตัวช่วยให้คุณได้จัดการเวลางานและเวลาส่วนตัวได้ดีขึ้น

ปลดปล่อยตัวเองบ้าง ดูเหมือนจะเป็นเรื่องยาก แต่อย่างน้อยควรจะให้เวลากับตัวเอง ลองหยุดเช็กอีเมล, ข้อความ และโซเชียลมีเดียสักพักเปลี่ยนไปอยู่ในโหมดการใช้ชีวิตของตัวเองและกดปุ่มออฟไลน์ในเรื่องงาน ซึ่งมันก็คงจะไม่ทำให้งานถึงขั้นพังพินาศหรือโดนไล่ออกเพียงแค่คุณไม่ตอบอีเมลในวันหยุดหรอกนะ!

บอกลาโลกออนไลน์ ปิดปุ่มแจ้งเตือน Facebook หรือ Twitter ดูบ้าง หรืออย่างน้อยก็เช็กมันแค่ 2 ครั้งใน 1 วันก็เพียงพอแล้ว เนื่องจากโซเชียลมีเดียเป็นตัวการสำคัญ ที่ทำให้คุณเสียเวลาไปโดยไร้ประโยชน์มากที่สุด เพราะเมื่อใดที่คุณหลงไปเข้าเช็กมัน คุณจะเห็นสิ่งที่ตัวเองสนใจอยู่เต็มไปหมด

เพิ่มพลังชีวิตด้วยการพักผ่อนให้มากขึ้น หยุดทำงานในวันหยุดและเปลี่ยนเวลานั้นมาใช้ให้กับการพักผ่อน ควบคุมเวลาและจัดลำดับความสำคัญของงานว่าควรทำงานไหนก่อนหลัง แล้วสัญญากับตัวเองว่าจะไม่เอางานกลับมาทำที่บ้าน  ซึ่งวิธีที่ดีที่สุดสำหรับการพักผ่อนอย่างแท้จริงคือการปิดตัวเองออกจากโลกที่วุ่นวาย แล้วมีสมาธิจดจ่ออยู่กับตัวเองเท่านั้น ลองใช้เวลา 5 นาที ไม่ต้องคิดเกี่ยวกับเรื่องงานแล้วเดินเล่นไปเรื่อยๆ ให้สมองได้พักผ่อนแล้วคุณจะรู้สึกดีขึ้นแน่นอน

ทำงานให้น้อยเข้าไว้ ถ้ารู้เหตุผลว่าทำไมในสังคมตะวันตกอย่างชาวอเมริกันถึงมีปัญหาใหญ่เกี่ยวกับโรคหมดไฟในการทำงาน และโรคเครียดเรื้อรังแล้ว คุณจะไม่แปลกใจเลย เพราะมีผลสำรวจออกมาว่าในปี 2015 จำนวนชาวอเมริกันกว่า 41 % ไม่ใช้เวลาพักในวันหยุดเลย การทำงานน้อยถือเป็นเรื่องสำคัญ แน่นอนว่าไม่ใช่เรื่องยากของคนทั่วไป แต่อาจจะยากกับบางคนที่อุทิศทั้งชีวิตให้กับงาน ลองคิดดูว่าหากคุณอยู่ในภาวะหมดไฟในการทำงาน คุณจะจิตตก ไม่มีแรงจูงใจในการทำงาน รู้สึกอ่อนเพลียส่งผลให้ประสิทธิภาพการทำงานลดลงและทำให้งานออกมาแย่ในที่สุด

ดังนั้นทุกคนควรมีเวลาพักผ่อน
เพื่อให้ตัวเองทำงานได้ดีขึ้น

ปรับสมดุลของชีวิตและงานให้เท่ากัน การใช้ชีวิตแบบจริงจังจะทำให้คุณเป็นคนที่กดดันอยู่ตลอดเวลา สิ่งเหล่านี้จะทำให้รู้สึกเหนื่อยล้า ผิดหวัง และกลายเป็นภาวะหมดไฟจากการทำงานในที่สุด จำไว้ว่าควรแยกเวลาพักและเวลาทำงานออกจากกันให้ได้ ปลดปล่อยตัวเองออกจากโลกออนไลน์และหันมาสนใจโลกที่อยู่รอบตัว อย่าลืม! ออกไปพักผ่อน เล่นกีฬา ร้องเพลง อ่านหนังสือ ออกไปทำในสิ่งที่ชอบ

พัฒนาทักษะการปรับตัว ลองเพิ่มความยืดหยุ่นในการทำงานร่วมกับผู้อื่นมากขึ้น อย่ายึดติดกับตัวเองและความสมบูรณ์แบบมากเกินไป

 

เมื่อรู้แล้วว่าอาการที่เป็นอยู่คือภาวะ Burnout Syndrome ก็ควรหยุดแล้วหันมาปรับสมดุลในชีวิตของตัวเองทันที แต่หากมันเกินความสามารถของตัวเองแล้ว ลองไปปรึกษาผู้เชี่ยวชาญจะดีกว่า ลองสังเกตตัวเองและคนใกล้ตัวดูสักนิดว่าอยู่ในภาวะหมดไฟหรือเปล่า?...การรักษาตั้งแต่เนิ่นๆ ยังจะดีกว่าปล่อยให้ภาวะ Burnout Syndrome กัดกินพลังชีวิตไปเรื่อยๆ จนกลายเป็นโรคซึมเศร้า

 

 

 



tags : , ,


share share to facebook share to twitter

TipsDD ‘Burnout Syndrome’ คุณตกอยู่ในภาวะหมดไฟในการทำงานหรือเปล่า?