ไบโพลาร์
 
 
 

ไบโพลาร์ ‘Bipolar Disorder’
เข้าใจในโรคอารมณ์สองขั้ว
ของคนใกล้ตัวให้มากขึ้น

 

โรคไบโพลาร์ (Bipolar Disorder) หรือที่คนส่วนใหญ่รู้จักกันดีในชื่อ ‘โรคอารมณ์สองขั้ว’ เป็นโรคที่พบได้ทั้งหญิงและชายในอัตราส่วนเท่าๆ กัน บางคนเป็นตั้งแต่อายุ 20 ปี แต่บางคนอายุ 45 ปีแล้วพบว่าตัวเองเพิ่งเป็นก็มีเช่นกัน หากกลายเป็นคนใกล้ตัวของคุณล่ะ...จะทำอย่างไร?

“มาเข้าใจในธรรมชาติของคนเป็นโรคไบโพลาร์ให้มากขึ้น และเรียนรู้วิธีปฏิบัติตัวต่อคนที่เป็นไบโพลาร์ทั้งคนอื่นและคนใกล้ตัวให้ถูกต้องกันเถอะ”


โรคไบโพลาร์ 
(Bipolar Disorder)

ไบโพลาร์ หรือ โรคอารมณ์สองขั้ว เป็นโรคที่มีความผิดปกติทางด้านอารมณ์แบบสุดโต่ง สถานภาพทางอารมณ์จะมีการเปลี่ยนแปลงไปมาสลับกันระหว่างช่วงที่อารมณ์ดีผิดปกติสุดโต่ง (Manic Episode) แล้วกลับไปเป็นคนซึมเศร้าแบบสุดโต่ง (Depressive Episode) โดยมีระยะเวลาของอาการที่สลับกันจะเว้นช่วงประมาณ 1-2 สัปดาห์ ซึ่งจะสลับกันไปมาติดต่อกันยาวนานเป็นเดือนหรือมากกว่านั้น ในผู้ป่วยบางคนอาจไม่มีอารมณ์ซึมเศร้าแต่จะสลับกันไปมาระหว่างอารมณ์ปกติกับอารมณ์ดีแบบผิดปกติ (Mania) แทนก็ได้

โรคซึมเศร้า

ภาวะซึมเศร้า (Depressive Episode)

ผู้ป่วยไบโพลาร์ที่อยู่ในภาวะนี้จะมีอาการเดียวกับผู้ที่เป็นโรคซึมเศร้า คือ จะรู้สึกเศร้า หดหู่ อ่อนไหวง่าย ไม่อยากวุ่นวายกับใคร ชอบหมกตัวอยู่แต่ในห้องเงียบๆ และไม่สนใจที่จะทำกิจกรรมกับใครทั้งสิ้น

พฤติกรรมทางกายคือ นอนไม่หลับ กังวลอยู่ตลอดเวลา อ่อนเพลียไม่มีแรง นอนเท่าไหร่ก็ไม่พอ จนถึงขั้นที่รู้สึกว่าตัวเองไร้ค่า เป็นภาระของทุกคน และเริ่มคิดถึงเรื่องการฆ่าตัวตาย ซึ่งอาจทำให้มีความเสี่ยงต่อการวินิจฉัยผิดเป็นโรคซึมเศร้าเพราะลักษณะอาการคล้ายกัน ครอบครัวและคนรอบข้างจะเป็นตัวแปรสำคัญที่คอยสังเกตอาการอย่างใกล้ชิดว่าผู้ป่วยมีการสลับเป็นภาวะอารมณ์ดีผิดปกติหรือไม่

ภาวะอารมณ์ดีแบบผิดปกติ

ภาวะอารมณ์ดีแบบผิดปกติ
(Manic Episode)


ภาวะนี้ผู้ป่วยจะมีอารมณ์ดีมากผิดปกติ คึกคัก มีพลังงานเกิน 100 สามารถทำกิจกรรมได้หลายอย่างในหนึ่งวันโดยไม่เหนื่อย ในช่วงนี้จะมีไอเดียบรรเจิดสุดๆ การพูดจาจะเปลี่ยนไป จากคนพูดน้อยกลายเป็นคนพูดมาก พูดเร็วจนลิ้นพันกัน บางทีก็มีความมุ่งมั่นสุดๆ ไม่ว่าจะเรื่องการเข้าสังคม การทำงาน เรื่องเพศ รวมไปถึงเรื่องเงินที่ควักจ่ายได้ทุกอย่างแบบฟุ่มเฟือย เมื่ออาการถึงขั้นรุนแรงผู้ป่วยบางรายจะคิดว่าตัวเองมีพลังอำนาจวิเศษ สามารถทำอะไรก็ได้

ซึ่งเกณฑ์การวินิจฉัยโรคทางจิตเวชหรือ DSM ได้แบ่งรูปแบบของอาการออกเป็น 3 แบบ

Bipolar Typeมีอารมณ์ดีมากผิดปกติ (Mania) อย่างน้อย 7 วัน และมีอารมณ์เศร้าอย่างน้อย 2 สัปดาห์หรือมีแค่อาการ Mania อย่างเดียว

Bipolar Type ll มีอาการซึมเศร้าอย่างน้อย 1 ครั้ง ร่วมกับอารมณ์ดีผิดปกติแต่ไม่มาก (Hypomania) อย่างน้อย 1 ครั้ง โดยจะมีอารมณ์ปกติคั่นกลางระหว่างภาวะ 2 ช่วงนี้

Cyclothymic Disorder หรือ Cyclothymia เป็นรูปแบบอาการที่ไม่เหมือนกับ 2 กลุ่มแรก ซึ่งกลุ่มนี้จะมีอารมณ์ผิดปกติแต่ไม่มากและอารมณ์เศร้าเกิดขึ้นหลายครั้งในระยะเวลาอย่างน้อย 2 ปี

Bipolar

สาเหตุของไบโพลาร์

ตัวการที่ทำให้เกิดโรคไบโพลาร์มีอยู่ 3 ปัจจัย คือ

สารในสมอง คือความไม่สมดุลของสารสื่อประสาทในสมองที่ชื่อว่า นอร์อะดรีนาลีน (Noradrenaline) เซโรโทนิน (Serotonin) และโดปามีน (Dopamine) อยู่ในระดับที่ไม่สมดุลกันจึงส่งผลให้ความรู้สึก อามรณ์ในสมองแสดงออกมาผิดปกติ

กรรมพันธุ์ ยังไม่มีหลักฐานการวิจัยที่ระบุชัดเจน แต่จากการสังเกตจะพบว่าผู้ป่วยที่เป็นโรคไบโพลาร์จะมีคนในครอบครัวหรือญาติที่มีความเชื่อมโยงกันทางสายเลือดเป็นโรคไบโพลาร์ด้วย

การใช้ชีวิต ในปัจจัยด้านอื่นๆ พบว่าผู้ป่วยอาจได้รับแรงกระตุ้นจากสิ่งแวดล้อมภายนอกที่กระทบกระเทือนต่อจิตใจ เช่น ความเครียด ผิดหวังหรือเสียใจอย่างรุนแรง

เมื่อคนใกล้ตัวเป็นไบโพลาร์

1.สังเกตได้ว่าคนข้างๆ มีพฤติกรรมต่างไปจากเดิมอย่างสิ้นเชิงและเป็นติดต่อกันยาวนานหรือเปล่า เช่น อยู่ดีๆ ก็ดูหดหู่ เศร้า ผ่านไปซักพักกลายเป็นอารมณ์ดีเกินเหตุ จนรู้ว่าไม่ใช่นิสัยที่เป็นปกติแล้ว ให้เริ่มด้วยการถามว่าช่วงนี้เป็นอย่างไรบ้าง ทำไมอารมณ์เปลี่ยนแปลงง่าย มีปัญหาหรือเรื่องไม่สบายใจอะไรไหม หลังจากนั้นก็ปล่อยให้เขาได้ระบายออกมา และพิจารณาจากสิ่งที่เขาเล่าว่าที่ผ่านมาตัวเองรู้สึกแบบนั้นหรือไม่ แล้วพาไปพบแพทย์เพื่อวินิจฉัย

2.ลองทำความเข้าใจโรคไบโพลาร์มากขึ้น อันดับแรกคือต้องศึกษาข้อมูลเรื่องนี้ให้มากขึ้นว่าลักษณะอาการของโรคนี้เป็นอย่างไร รวมถึงวิธีการปฏิบัติตัวกับคนข้างๆ อย่างไรให้ถูกต้อง

3.หลีกเลี่ยงคำพูดที่อาจไปกระทบจิตใจ การใช้คำพูดที่รุนแรงหรือทำร้ายจิตใจกับคนเป็นโรคไบโพลาร์จะทำให้เขารู้สึกตัวเองนั้นไร้ค่าหรือเป็นตัวปัญหาของคนรอบข้างและนานเข้าอาจกลายเป็นเรื่องยากต่อการรักษาในอนาคต

4.คอบรับฟังอย่างตั้งใจ แสดงความห่วงใย ผู้ป่วยจะรู้สึกว่าตัวเองโดดเดี่ยว ไม่มีค่า ไม่มีความสุขในการใช้ชีวิต คนรอบข้างจึงต้องแสดงออกถึงความห่วงใยผู้ป่วย ทำให้เขารับรู้ว่าไม่ได้อยู่ตัวคนเดียว เป็นผู้ฟังที่ดีเมื่อผู้ป่วยระบายสิ่งที่อัดอั้นออกมาโดยเฉพาะช่วงที่อยู่ในภาวะซึมเศร้าอย่างหนัก คอยสนับสนุนและให้การยอมรับในตัวผู้ป่วยด้วย

5.อย่าด่วนตัดสินว่าความคิดหรือความรู้สึกของผู้ป่วยไม่ใช่เรื่องจริง เพราะมันอาจเป็นความรู้สึกจริงๆ ของผู้ป่วยก็ได้ ดังนั้นอย่ามองข้าม มิเช่นนั้นเขาอาจเลือกปิดกั้นตัวเองจากคุณตลอดไปเลยก็ได้

6.พยายามให้ผู้ป่วยแชร์ความรู้สึกหรือประสบการณ์ต่างๆ ออกมา คอยถามความรู้สึกของผู้ป่วยอยู่เสมอว่าเป็นอย่างไรบ้าง เพื่อให้เขาได้แบ่งปันความรู้สึกหรือความคิดออกมาให้รับรู้

7.คอยสังเกตพฤติกรรมที่นำไปสู่การคิดฆ่าตัวตาย พฤติกรรมเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นได้กับผู้ป่วยโรคนี้คือการฆ่าตัวตาย ซึ่งบางรายอาจคิดจะจบชีวิตตัวเองมากกว่าผู้ป่วยที่เป็นโรคซึมเศร้าเสียอีก ดังนั้นควรสังเกตให้ดีว่าผู้ป่วยพูดถึงการฆ่าตัวตายหรือไม่ ถ้ามีให้รีบขอความช่วยเหลือทันที

ผู้ป่วยโรคนี้ต้องการกำลังใจและความเข้าใจเป็นอย่างมาก หากคุณเป็นคนใกล้ตัวของเขาจะต้องคอยให้กำลังใจอยู่เสมอเพื่อให้รู้ว่าเขายังมีเราที่สนับสนุนอยู่ข้างๆ ช่วงเวลาว่างก็ชวนผู้ป่วยไปทำกิจกรรม เช่น ออกกำลังกาย หรือทำอะไรร่วมกับคนอื่น คอยกำชับเรื่องเวลาพักผ่อน

 

หากคุณรู้จักกับโรคไบโพลาร์มากขึ้น คุณก็จะเข้าใจธรรมชาติของผู้ป่วยโรคนี้มากขึ้นอีกเช่นกัน กำลังใจและความเข้าใจคือสิ่งสำคัญอย่างหนึ่งสำหรับผู้ป่วยไบโพลาร์ คนใกล้ตัวต้องคอยสังเกตและดูแลคนอย่างใกล้ชิด ร่วมกับการรักษาตามคำแนะนำของแพทย์จะสามารถหายเป็นปกติได้อย่างแน่นอน

 

 

 

 
 


tags : , , ,


share share to facebook share to twitter

TipsDD ไบโพลาร์ ‘Bipolar Disorder’ เข้าใจในโรคอารมณ์สองขั้วของคนใกล้ตัวให้มากขึ้น