ฆ่าตัวตาย

เมื่อการฆ่าตัวตาย
กลายเป็นทางออก

‘การฆ่าตัวตาย’ ติดอันดับ 1 ใน 10 สาเหตุการเสียชีวิตของผู้คนทั่วโลก ส่งผลให้ในทุกๆ ปี มีคนจากโลกไปด้วยวิธีการนี้มากกว่า 1 ล้านคน โดยส่วนใหญ่คาดว่า ปัจจัยทางเศรษฐกิจ และสภาพสังคม เป็นสาเหตุหลักที่ทำให้คนตัดสินใจจบชีวิตด้วยวิธีนี้

แต่เมื่อลองมองในมุมของสถิติ ซึ่งคำนวณจากจำนวนคนที่เสียชีวิตจากการฆ่าตัวตายต่อประชากร 100,000 คน จะเห็นได้เลยว่า ศรีลังกา เป็นประเทศที่ครองอันดับหนึ่ง มีอัตราการฆ่าตัวตายมากที่สุดในโลก หรืออธิบายง่ายๆ คือ ในทุกๆ 100,000 คน จะมีผู้เสียชีวิตด้วยสาเหตุนี้มากถึง 35.3 คน รองลงคือเกาหลีใต้อยู่ที่ 28.3 คน ตามมาด้วยบรรดาประเทศยุโรปตะวันออกอย่าง ลิทัวเนีย อยู่ที่ 32.7 ส่วนเบลารุส โปแลนด์ และลัตเวีย ตัวเลขไล่มาติดๆ ที่ราว 22 คน

จะสังเกตได้ว่าประเทศที่เพิ่งกล่าวไปไม่มีประเทศใดเลยที่ถูกจัดอันดับให้เป็นประเทศยากจน หรือมีปัญหาทางสภาพสังคมที่รุนแรง เมื่อเทียบกับอัฟกานิสถาน ซึ่งเป็นดินแดนแห่งสงครามและความขัดแย้งทางความเชื่อ แต่มีอัตราการฆ่าตัวตายเพียง 5.5 คน หรือน้อยกว่าประเทศที่ติดอันดับหนึ่ง ถึง 7 เท่าเลยทีเดียว

โรคซึมเศร้า

แล้วสาเหตุของการฆ่าตัวตาย
คืออะไรกันแน่?

 

เจดี ชแรมม์ (JD Schramm) หรือ จอห์น ที่ปรึกษาด้านธุรกิจและการสื่อสาร คณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด หนึ่งในผู้เคยตัดสินใจจบชีวิตด้วยการกระโดดสะพานแมนฮัตตัน (Manhattan Bridge) หวังดำดิ่งสู่แม่น้ำอีสต์ (East River) เพื่อจบปัญหาความทุกข์และโรคซึมเศร้าที่เกาะกุมหัวใจ แต่จะด้วยโชคดีหรืออะไรก็ตาม... เขาถูกช่วยขึ้นมาได้ทันเวลาขณะร้องครวญครางด้วยความเจ็บปวดจากอาการซี่โครงหัก และแขนขวาแตกละเอียด

จอห์นเล่าด้วยความมุ่งมั่นหลังผ่านวันแห่งความตาย บนเวทีพูดเพื่อสร้างแรงบันดาลใจอย่าง Ted Talk ว่า คนที่เคยคิดฆ่าตัวตายรู้ซึ้งดีถึงอารมณ์หดหู่จากพลังร้ายของความเงียบที่อยู่รอบตัว ยิ่งคนที่ได้ชื่อว่าเคยฆ่าตัวตายแต่ไม่สำเร็จ ยิ่งสัมผัสกับอารมณ์นั้นได้ง่ายและพร้อมจะด่ำดิ่งซ้ำอีกครั้งทุกเมื่อ จนเกิดเป็นสถิติที่น่าตกใจ คือ ‘19 ใน 20 คน ที่เคยคิดฆ่าตัวตายมักจะล้มเหลว แต่คนที่ล้มเหลวจะมีโอกาสทำสำเร็จมากกว่าเดิมถึง 37 เท่า’

 
และนี่คือความน่ากลัวของความเงียบ

JD Schramm

เพราะการฆ่าตัวตายถูกตีค่าว่าเป็นเรื่องต้องห้าม บรรดาคนรอบข้างของคนที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยง จึงรู้สึกกระอักกระอ่วนเมื่อต้องสื่อสารกับคนที่มีแนวโน้มตกอยู่ในภาวะดำดิ่ง เพื่อนแท้ในเวลาจำเป็นที่หาได้ง่ายที่สุด จะเป็นใครไปได้ถ้าไม่ใช่ความเงียบอันเจ็บปวดที่เข้ามาทำหน้าที่แทน ท้ายที่สุด เจ้าเพื่อนตัวร้าย ก็กลายเป็นฝ่ายจูงมือพาพวกเขากลับไปสู่การเริ่มต้นฆ่าตัวตายอีกครั้ง

มีงานวิจัยจำนวนไม่น้อยพูดถึงเรื่องพลังบวกของการให้กำลังใจ ซึ่งแน่นอนว่ามันย่อมมีประโยชน์ไม่มากก็น้อยต่อคนที่เคยตกอยู่ในภาวะอย่างจอห์น โดยคุณไม่ต้องพยายามทำตัวเป็นนักจิตวิทยามือฉกาจ เพราะแค่เสียงทักทายอย่างเป็นมิตรและจริงใจ ก็นับเป็นความช่วยเหลือที่มีคุณค่าอย่างมากกับคนกลุ่มนี้ ในทางกลับกันหากคุณเอาแต่เงียบ เมินเฉย และเดินหนี เพราะกลัวที่จะพูดคุย กลับไม่ต่างอะไรเลยจากการปิดประตูทางออก ไม่ให้คนอยากฆ่าตัวตายกลับมามีชีวิตสดใสได้อีกครั้งหนึ่ง

คนอยากฆ่าตัวตายจำนวนหนึ่ง
ต้องการพิทักษ์ความชอบธรรม
ในการจบชีวิต


จากเรื่องราวของจอห์นสะท้อนมุมมองของคนจำนวนมาก ที่เชื่อว่าการฆ่าตัวตายเป็นเรื่องต้องห้าม แต่ยังมีอีกหลายเสียงที่เห็นต่างและเชื่อว่าเจ้าของชีวิตควรมีสิทธิ์เลือกหนทางตายให้กับตัวเอง

David Goodall

อย่าง เดวิด กู๊ดออล (David Goodall) ศาสตราจารย์คนดังด้านวิทยาศาสตร์และสิ่งแวดล้อม วัย 104 ปี ที่เลือกเดินทางไปพิสูจน์แนวคิดดังกล่าว ด้วยการจบชีวิตตัวเองจากการช่วยเหลือทางการแพทย์ (Physician-Assisted Suicide: PAS) หรือที่เรียกอีกอย่างหนึ่งว่า การการุณยฆาตโดยสมัครใจ (Voluntary Euthanasia) ที่คลินิกแห่งหนึ่งในเมืองลีสตาล (Liestal) ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ โดยเป็นการกระทำที่เกิดขึ้นอย่างถูกกฎหมาย ซึ่งนี่อาจเป็นอีกเหตุผลหนึ่งให้ประเทศเบลเยี่ยม ที่อนุญาตให้ใช้กฎหมายในลักษณะเดียวกัน ถูกจัดให้อยู่อันดับที่ 15 ของประเทศที่มีสถิติการฆ่าตัวตายสูงที่สุดในโลก

 

แม้ช่วงชีวิตที่ผ่านมา ดร.กู๊ดออล จะเคยฝากผลงานอันน่าประทับ และสร้างเกียรติยศให้กับตัวเองกับครอบครัวมามากมาย ไม่ว่าจะเป็นการนั่งเก้าอี้บรรณาธิการหนังสือชุด Ecosystems of the World กว่า 30 เล่ม, ได้รับเครื่องราชอิสริยาภรณ์ Order of Australia เมื่อปี 2559 และการเรียกร้องสิทธิ์ให้ตัวเองที่อยู่ในวัยโรยราได้ทำงานต่อที่มหาวิทยาลัย Edith Cowan โดยไม่ได้รับค่าจ้าง จนกลายเป็นยอดคุณตาในสายตาของใครหลายคน

แต่ในวาระสุดท้ายก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าข้อจำกัดเรื่องวัย ได้กลายเป็นอุปสรรคในการสร้างความสัมพันธ์ระหว่างเขาและสังคมรอบข้าง เพราะอายุที่มากขึ้นทำให้ ดร.กู๊ดออลเริ่มมีสุขภาพเสื่อมถอย และถูกสั่งห้ามไม่ให้ทำกิจกรรมหลายอย่าง ทั้งขับรถ เดินทางไกล และแสดงละคร

แม้จะได้รับการดูแลเอาใจใส่จากคนใกล้ตัว แต่ในอีกมุมหนึ่งความห่วงใยกลับกลายเป็นดาบสองคม ทำให้คนแก่รู้สึกถูกลดคุณค่าและความสำคัญ ความต้องการสุดท้ายที่คุณตากู๊ดออลอยากทวงสิทธิ์ให้ตัวเอง จึงกลายเป็นความชอบธรรมในการเลือกหนทางตายให้กับตัวเอง

การเดินทางไปทวงสิทธิ์ครั้งนี้ดร.กู๊ดออลได้รับการสนับสนุนจากองค์กรที่มีชื่อว่า Exit International และ Eternal Spirit ซึ่งผลักดันเรื่องสิทธิ์ในการฆ่าตัวตายมาโดยตลอด และในที่สุด เขาก็ได้รับการตอบสนองเจตนารมย์ ไปเมื่อช่วงเที่ยง ของวันที่ 10 พฤษภาคม 2561 ที่ผ่านมา

David Goodall

เทรนด์พิทักษ์สิทธิ์ในการฆ่าตัวตาย
กำลังมาแรงจนน่ากังวล
 

ต้องยอมรับว่าข่าวการจากไปของดร.กู๊ดออล จุดประกายแนวคิดเรื่องการฆ่าตัวตายโดยชอบธรรมไปทั่วโลก จนฝ่ายที่เห็นต่าง กังวลว่า มันอาจได้รับความนิยมไปไกลเกินกว่าจะควบคุม เพราะไม่ใช่ทุกคนที่มีความคิดแน่วแน่ในการฆ่าตัวตาย ยังมีคนที่จมอยู่ในอารมณ์ดำดิ่ง เพียงชั่ววูบ รวมอยู่ด้วย ซึ่งหากพวกเขา ได้รับแรงกระตุ้นจากแนวคิดนี้ อาจมีโอกาสประสบความสำเร็จในการจบชีวิตตัวเองง่ายขึ้น แล้วถ้ามันง่ายเกินไป เราจะควบคุมมันได้อย่างไร?

จะเห็นได้ว่า ปัจจัยที่ทำให้เกิดเรื่องราวอันน่าหดหู่ของทั้งจอห์นและดร.กู๊ดออล จนนำไปสู่ความคิดเรื่องการฆ่าตัวตาย มีบางส่วนที่คล้ายคลึงกัน นั่นคือ ผลกระทบของการถูกปฏิบัติจากคนรอบข้าง

 

คนหนึ่งถูกทิ้งให้อยู่ในความเงียบ อีกคนถูกดูแลเอาใจใส่จนรู้สึกไม่เหลือคุณค่าในตัวเอง... คนหนึ่งถูกฉุดขึ้นมาจากความตาย ส่วนอีกคนเดินทางไปตายเพื่อตอบสนองความต้องการของตัวเอง

ไม่ว่าการฆ่าตัวตายในมุมมองของใครจะเป็นเรื่องชอบธรรมหรือไม่ก็ตาม หากเราอยู่ในฐานะคนรอบข้างของคนที่เสี่ยงจะเดินไปสู่จุดดำดิ่ง ต้องไม่ลืมการให้คุณค่าเรื่องการปฏิบัติตนต่อคนกลุ่มนี้ อย่ากลัวที่จะพูดคุย อย่ากลัวที่จะให้กำลังใจ เพราะเสียงของคุณคือพลังช่วยเรียกสติพวกเขาให้กลับคืนมา

 

 

ที่มา:
http://bit.ly/2rJN9qr
http://bit.ly/2KYK65N
http://bit.ly/2IM239c
https://nyti.ms/2InQIcd



tags : , ,


share share to facebook share to twitter

TipsDD เมื่อการฆ่าตัวตาย กลายเป็นทางออก