มีโซโฟเนีย

มีโซโฟเนีย โรคเกลียดเสียง
(ที่ไม่ใช่แค่โรค) ที่ฟังดูโลกสวย

‘มีโซโฟเนีย (Misophonia)’ หรือ ‘โรคเกลียดเสียง’ แค่ได้ฟังชื่อก็ทำเอาหลายคนถึงกับประหลาดใจ หรือมากไปกว่านั้นคือเกิดความรู้สึกอคติ เพราะคิดว่าโรคที่ฟังดู ‘โลกสวย’ นี้คงไม่มีอยู่จริง แต่แท้จริงแล้วมันคือจุดเริ่มต้นของอาการทางจิตที่มีฤทธิ์รุนแรง เป็นภัยเงียบที่สามารถจูงใจคนที่มีอาการเกลียดไปสู่ความรู้สึกหลอน หวาดระแวง  ถึงขั้นคิดอยากฆ่าตัวตายได้เลยทีเดียว

 

ลองสังเกตตัวเองดูง่ายๆ ก็ได้ หากคุณเป็นคนหนึ่งที่มักมีอาการหงุดหงิด รำคาญ โมโห หรืออยากเข้าไปทำร้ายและทำลายต้นกำเนิดของเสียงแปลกที่เข้ามากวนใจตลอดเวลา แม้เสียงเหล่านั้นจะเป็นเสียงที่ควบคุมไม่ได้ เช่น เสียงจากอากัปกิริยาของสัตว์ เสียงการทำงานของเครื่องใช้ไฟฟ้า เสียงบรรยากาศการจราจร หรือเสียงที่คนรอบข้างเป็นคนสร้างขึ้น อย่าง เสียงจากการกิน การป่วย การเคาะจังหวะ การเคลื่อนไหวร่างกาย หรือเเม้แต่การหายใจ เป็นไปได้สูงว่า คุณกำลังเริ่มมีอาการผิดปกติทางจิตซึ่งสัมพันธ์กับโรคเกลียดเสียงที่ว่าเข้าแล้ว แต่อย่าเพิ่งกังวลจนจิตตก เพราะโรคที่ว่านี้มีระดับการแสดงออกตั้งแต่น้อยไปจนถึงมาก ซึ่งหากรู้ทันอาการก็ยังพอมีทางควบคุมได้หลายวิธี

อาการของโรคที่ฟังดู ‘โลกสวย’
อย่าง
มีโซโฟเนีย

 

อาการมีโซโฟเนียพบได้ในผู้คนอายุตั้งแต่ 12 ปีขึ้นไป แต่ผู้ป่วยส่วนใหญ่มักไม่ค่อยมีใครกล้าเปิดเผยตัวตนว่ากำลังเผชิญกับความทรมานจากโรคนี้ด้วยเหตุผลหลายประการ ซึ่งหนึ่งในนั้นอาจเป็นเพราะข้อจำกัดเรื่องความรู้เกี่ยวกับโรคเกลียดเสียงที่ยังไม่แพร่หลาย ทำให้หลายคนเขินอายที่จะบอกเล่าถึงอาการประหลาดให้ผู้อื่นฟัง แล้วปล่อยให้ความเกลียดลุกลามจนกลายเป็นอาการทางจิตที่รุนแรงขึ้นเรื่อยๆ กระทั่งปัจจุบันเริ่มมีผู้สนใจหันมาทำการทดลองกับกลุ่มผู้ป่วยมากขึ้น ความเข้าใจเกี่ยวกับโรคนี้จึงค่อยๆ กระจ่างในเวลาต่อมา

 

อย่างเช่น การทดลองของนักวิจัยทีมหนึ่งจากมหาวิทยาลัยนิวคาสเซิล ในอังกฤษ ที่เลือกศึกษาพฤติกรรมตอบสนองต่อเสียงของคน 2 กลุ่ม คือ กลุ่มผู้มีอาการมีโซโฟเนีย 20 คน และกลุ่มคนปกติ 22 คน โดยให้จัดอันดับความไม่พอใจต่อเสียงแต่ละชนิด พบว่า ทั้ง 2 กลุ่มให้คะแนนความรำคาญต่อเสียงรบกวนอย่างเสียงเด็กร้องไห้ และเสียงกรีดร้อง มาเป็นอันดับ 1 เท่ากัน แต่ไม่ให้ความสำคัญกับเสียงธรรมชาติ เสียงกิน และเสียงหายใจ สวนทางกับการทดลองทางกายภาพหรือการลองฟังเสียงจริง ที่ทำให้เห็นความแตกต่างระหว่างคน 2 กลุ่มชัดเจนยิ่งขึ้น โดยกลุ่มมีโซโฟเนียเกิดอาการตื่นเต้น เหงื่อซึม และหัวใจเต้นเร็ว เมื่อได้ฟังเสียงเคี้ยว เสียงกัด และเสียงถอนหายใจ ขณะที่กลุ่มคนปกติกลับรู้สึกเฉยๆ และไม่มีปฏิกิริยาตอบโต้ใดๆ

นอกจากนี้ บางแหล่งข้อมูลยังอธิบายเพิ่มเติมด้วยว่า ระยะแรกเริ่มของผู้มีอาการจะรู้สึกหงุดหงิด รำคาญใจ เมื่อได้ยินเสียงใดๆ ก็ตาม ที่ดังขึ้นมาทำลายบรรยากาศ ซึ่งเสียงในกลุ่มนี้ยังรวมถึง เสียงตัดเล็บ เคาะ พิมพ์คีย์บอร์ด ไอจาม หรือแม้แต่เสียงแหบโดยธรรมชาติของคน โดยความกระวนกระวายใจจากการได้ยินจะกระตุ้นให้ผู้ป่วยพยายามค้นหาต้นกำเนิดของเสียง ส่วนการแสดงพฤติกรรมตอบโต้ก็มีได้หลายอย่าง ตั้งแต่การมองค้อน การหลีกหนี การเดินเข้าไปต่อว่า การเข้าไปทำร้ายร่างกายผู้ทำให้เกิดเสียง แต่ที่ร้ายแรงที่สุดคือ มีความคิดอยากฆ่าตัวตายเพื่อไม่ให้ตัวเองได้ยินเสียงน่ารำคาญนี้อีกต่อไป

โรคเกลียดเสียง

วิเคราะห์สาเหตุของมีโซโฟเนีย
ที่สัมพันธ์กับการทำงานของสมอง

 

นอกจากการให้คะแนนเพื่อจัดอันดับเสียงอันน่ารำคาญ และการทดลองฟังเสียงจริงเพื่อสังเกตพฤติกรรมแล้ว คนทั้ง 2 กลุ่ม ยังถูกนำเข้าเครื่องสแกนสมองเพื่อวิเคราะห์ปฏิกิริยาการทำงานของสมองเฉพาะจุด หรือ fMRI (Functional magnetic resonance imaging) ในการตอบรับต่อสิ่งเร้าตัวการอย่างเสียงกิน และเสียงหายใจ โดยพบความผิดปกติเกิดขึ้นกับผู้ป่วยกลุ่มมีโซโฟเนีย บริเวณสมองส่วน Anterior Insular Cortex (AIC) ซึ่งเป็นส่วนที่เกี่ยวข้องกับการควบคุมอารมณ์และความรู้สึก ทั้งยังเชื่อมโยงกับการแสดงออกถึงความตั้งใจ การวิเคราะห์ และการให้เหตุผลของมนุษย์ นอกจากนี้ การเกิดกระบวนการ มายเยอลิเนชั่น’ (Myelination) ขึ้นในสมอง ก็มีส่วนส่งผลกระทบต่อการแสดงออกของมนุษย์ ซึ่งกระบวนการเดียวกันนี้เอง ยังส่งผลกระทบต่อการแสดงพฤติกรรมก้าวร้าว ยียวนกวนประสาท ตามสัญชาตญาณดิบ ของเหล่าวัยรุ่นอีกด้วย

สัญชาตญาณดิบจากกระบวนการ
มายเยอลิเนชั่น

 

มายเยอลิเนชั่น คือกระบวนการที่ไขมันพันรอบเส้นประสาทซึ่งใช้ส่งข้อมูลและประมวลผลด้านอารมณ์ความรู้สึก โดยหากมีไขมันพันอยู่มากและพันยาวต่อเนื่องจะทำให้ประมวลได้เร็ว จึงตอบสนองต่อสิ่งเร้าด้วยการคิดและวิเคราะห์ได้เร็ว แต่หากกระบวนการมายเยอลิเนชั่นมีปัญหา เช่น ไม่ค่อยมีไขมันพันรอบเส้นประสาท หรือมายเยอลิเนชั่นพัฒนาไม่สมบูรณ์ จะส่งผลกระทบต่อการให้เหตุผล คนที่ประสบปัญหานี้ จึงเลือกตอบสนองต่อสิ่งเร้าตามความรู้สึกที่ไม่ผ่านการกลั่นกรอง พูดง่ายๆ คือ พร้อมจะจบทุกปัญหาที่ทำให้รู้สึกไม่พอใจโดยไม่สนเหตุผลใดๆ หรือที่เรียกว่าการใช้ ‘สัญชาตญาณดิบ’ นั่นเอง  

กระบวนการมายเยอลิเนชั่นพัฒนาไม่สมบูรณ์มักพบได้ในกลุ่มวัยรุ่น ซึ่งมีอารมณ์พลุ่งพล่านและต้องการเอาชนะสิ่งต่างๆ เพื่อให้ได้รับการยอมรับ โดยเมื่อตอบสนองต่อความยากหรือเอาชนะสิ่งเร้าได้ด้วยสัญชาตญาณดิบแล้ว จะมี ‘สารโดพามีน’ หลั่งออกมาในสมอง ซึ่งเป็นสารที่ทำให้รู้สึกมีความสุข กลุ่มวัยรุ่นจึงมักปักใจเชื่อในเรื่องใดเรื่องหนึ่งโดยการใช้สัญชาตญาณดิบร่วมด้วยเสมอ เช่นเดียวกับกลุ่มผู้มีอาการมีโซโฟเนีย ซึ่งมีปัญหาเรื่องกระบวนการมายเยอลิเนชั่นบริเวณสมองส่วนหน้า จึงต้องการตอบสนองต่อสิ่งที่เกลียดด้วยพฤติกรรมก้าวร้าว หรือการปลีกตัวออกจากสังคม ทำให้ปัญหาที่เกิดจากอาการของโรคเกลียดเสียง ยังคงถูกเก็บงำต่อไป

 

แต่หลังจากมีผู้หันมาศึกษาเกี่ยวกับมีโซโฟเนียมากขึ้น ก็เกิดข่าวดีที่ทำให้คนเป็นโรคนี้มีกำลังใจขึ้นมา เพราะในสหรัฐอเมริกาเริ่มมีศูนย์บริการทางจิตแพทย์หลายแห่งหันมาเปิดให้บริการบำบัดอาการของโรคนี้ เพราะเชื่อว่าสามารถรักษาให้หายขาดได้ด้วยการพูดคุย เริ่มจากให้ผู้ป่วยได้ระบายความรู้สึกอัดอั้นตันใจ ก่อนจิตแพทย์จะใช้วิธีอธิบายให้ผู้ป่วยทำความเข้าใจกับหลักการและเหตุผลของการเกิดเสียง จากนั้นฝึกให้เคยชินกับเสียงที่พยายามหลีกหนีมาตลอด นับเป็นอีกความหวังให้ผู้ป่วยจำนวนมากที่ต้องการกลับมาใช้ชีวิตปกติในสังคม

 

 

 

ที่มา:
https://misophoniainthai.wordpress.com/
http://www.kooper.co/misophonia/
http://www.hed.go.th/news/7636



tags : , ,


share share to facebook share to twitter

TipsDD มีโซโฟเนีย โรคเกลียดเสียง (ที่ไม่ใช่แค่โรค) ที่ฟังดูโลกสวย