ผู้หญิงชนเผ่า

สัมผัสความงดงามในแบบ
ผู้หญิงชนเผ่า ศรัทธาที่ชนะทุกอคติ

ความงาม ความเชื่อ และความศรัทธา ฟังดูเป็นนามธรรมมากขึ้นเรื่อยๆ ในยุคที่กระแสวัตถุนิยมสำคัญกว่าคุณค่าของวัฒนธรรม แม้สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องที่ถูกลบล้างกันได้ง่ายๆ แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่าความเข้มข้นของศรัทธาได้จืดจางลงทุกวันๆ ไม่เว้นแม้แต่ความงามตามความเชื่อของผู้หญิงชนเผ่า ที่กลายเป็นเพียงเรื่องแปลกพิสดารสำหรับโลกภายนอก แต่ในฐานะคนในอย่างพวกเธอ ความสวยในอุดมคติของแต่ละชาติพันธุ์ยังคงขลัง และทรงพลังไม่เคยเสื่อมคลาย

สาวกะเหรี่ยงกับความงามภายใต้
ลำคอห่อหุ้มทองเหลือง

ผู้หญิงกะเหรี่ยง มีวัฒนธรรมโดดเด่นเรื่องการสวมห่วงที่ลำคอ น้ำหนักราว 2 กิโลกรัม โดยห่วงดังกล่าวทำจากทองเหลืองขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางเกือบเท่านิ้วก้อย นำมาขดเรียงกันไล่ตั้งแต่บ่าซ้อนขึ้นไปประมาณ 10 ชั้น นิยมสวมกันครั้งแรกตอน 5 ขวบ แต่สามารถถอดเปลี่ยนได้จนถึงอายุ 25 - 28 ปี ผ่านการทำพิธีโดยผู้อาวุโสหรือครูบาอาจารย์ในหมู่บ้าน แต่ส่วนใหญ่มักสวมต่อเนื่องนานถึง 10 ปี จึงถอดเปลี่ยนกันสักครั้งหนึ่ง ในพิธีการเปลี่ยนห่วง ต้องใช้ทองเหลืองเส้นยาวกว่าเดิม มาขดเรียงตัวใหม่ เป็นการเพิ่มจำนวนห่วงที่ซ้อนเรียงกัน และทำให้ลำคอดูยาวระหงมากยิ่งขึ้น กระทั่งพ้นช่วงอายุดังกล่าวไป สาวชนเผ่ากะเหรี่ยงจะไม่ถอดหรือเปลี่ยนห่วงอีกเลยตลอดชีวิต

Giraffe Women

การสวมห่วงลักษณะนี้ ผู้หญิงกะเหรี่ยงเชื่อกันว่า สะท้อนความสง่างามของผู้หญิง และบ่งบอกว่าตัวเองมีฐานะที่เหนือกว่าคนที่สวมห่วงน้อยกว่า รวมถึงคนที่ไม่สวมห่วงเลย สอดคล้องกับวัฒธรรมการแต่งงานของคนในชนเผ่า ที่ผู้หญิงจะมีสิทธิ์เลือกผู้ชายเอง หรือแม้กระทั่งออกค่าใช้จ่ายในการจัดงานแต่งงาน รวมถึงเป็นเจ้าบ้านรับฝ่ายชายมาอาศัยอยู่กับครอบครัวของตน สะท้อนวัฒนธรรมการให้เกียรติผู้หญิงและความเท่าเทียมกันในสังคมเล็กๆ แม้ในทางวิทยาศาสตร์ เคยมีการเอ็กซเรย์สรีระของผู้หญิงกะเหรี่ยง พบว่า แท้จริงคอที่ยาวขึ้น เกิดจากกระดูกช่วงบ่าที่ทรุดตัวจนมีลักษณะลู่ลงต่ำ ไม่เข้านิยามอกผายไหล่ผึ่งอย่างสตรีในอุดมคติ จนมีชาวต่างชาติบางกลุ่มเรียกพวกเธอว่า ‘Giraffe Women’ แต่คำเรียกแปลกหูหรือผลการศึกษาใดๆ ก็ไม่อาจลบล้างความเชื่ออันแรงกล้าของชาติพันธุ์นี้ลงได้เลย

บาดแผลแห่งความทรมาน
บนริมฝีปาก สะท้อนความงาม
ตามแบบผู้หญิงเซอร์มา

ผู้หญิงเผ่าเซอร์มา (Surma) ในประเทศเอธิโอเปีย ที่อายุย่างเข้าสู่วัยรุ่น จะต้องเข้าพิธีกรรมฝังจานที่ทำจากดินเหนียวเข้าที่ริมฝีปากล่าง โดยก่อนเข้าพิธีจะมีการถอนฟันล่างออกอย่างน้อย 2 ซี่ แล้วใช้มีดบากบริเวณเหงือกใต้ฟันซี่ที่ถูกถอนไป จนทะลุออกมานอกริมฝีปากล่างและมีลักษณะเป็นรู ให้สามารถนำแผ่นจานทรงกลม แทรกตัวเข้าไปนอนแผ่ขนานกับพื้นดินได้ โดยจานจะถูกเปลี่ยนขนาดให้ใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ ตามวัยของพวกเธอ

Surma

ความเชื่อบนความทรมานนี้ ว่ากันว่าสะท้อนความงามและคุณค่าในตัวผู้หญิง ยิ่งสาวคนไหนอดทนกับการแบกรับจานขนาดใหญ่ได้มากเท่าไร จะยิ่งได้รับการขนานนามว่า ‘ทรงคุณค่า’ มากเท่านั้น กระทั่งเมื่อถึงวันแต่งงาน คุณค่าที่สั่งสมไว้จึงได้รับการตอบแทน ด้วยสินสอดทองหมั้นเป็นวัวฝูงใหญ่ เรียกได้ว่า ฝูงวัวจะใหญ่ขึ้นตามขนาดจานเลยทีเดียว แม้ปัจจุบันเด็กสาวรุ่นใหม่เริ่มปฏิเสธการเข้าร่วมพิธีกรรมฝังจานที่ริมฝีปาก โดยมองว่าเป็นความเจ็บปวดที่ไม่จำเป็น แต่ในสายตาหนุ่มเซอร์มา ผู้หญิง ความงาม และจานดินเหนียวใบโตเพนต์ลวดลายตามสไตล์ชนเผ่า ยังเป็นสิ่งที่ขาดกันไม่ได้อยู่ดี

คนผมยาวที่สุดในโลก

images by mashable.com

 

เส้นผมยาวเท่าลมหายใจ
เสน่ห์ของผู้หญิงเผ่าเย้าแดง

ผมยาวสุขภาพดีของบรรดาผู้หญิงเผ่าเย้าแดง ในหมู่บ้านฮวงหลู (Huangluo) เมืองหลงเซิ่ง มลฑลกว่างซี ของจีน ไม่เพียงแต่สะท้อนความงามตามความเชื่อ แต่ยังได้รับการบันทึกลงกินเนสส์ เวิลด์ เรคอร์ด ว่าเป็นหมู่บ้านคนผมยาวที่สุดในโลก โดยปกติพวกเธอจะมวยผมเก็บไว้เป็นอย่างดี เพื่อแสดงสถานภาพทางสังคมที่ต่างกัน โดยคนที่พันผมไว้รอบศีรษะ แสดงตัวตนว่า แต่งงานแล้วแต่ยังไม่มีลูก ส่วนคนที่มวยผมไว้ด้านหลัง แสดงตัวตนว่า แต่งงานและมีลูกแล้ว ขณะที่บรรดาสาวโสดจะนิยมนำผ้ามาโพกเพื่อเก็บผม รอจนถึงวันแต่งงาน ซึ่งเป็นเพียงโอกาสเดียวในชีวิตที่จะได้ตัดผม ทำให้ผู้หญิงส่วนใหญ่มีผมยาวเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 1.7 - 2.1 เมตร เลยทีเดียว

สมัยก่อนมีเพียงสามีและลูกเท่านั้น ที่ได้รับอนุญาตให้เห็นผมสยายของสาวเผ่าเย้าแดงได้ แต่ปัจจุบัน กฎดังกล่าวถูกยกเลิกไป ทำให้นักท่องเที่ยวที่เดินทางไปยังหมู่บ้านดังกล่าว เห็นผมยาวสลวยที่พวกเธอภูมิใจเปิดเผยได้อย่างเติมตา นอกจากนี้ เหล่านวลนางเย้าแดงยังมีประเพณีเกี่ยวกับเส้นผมร่วมกัน ในช่วงฤดูร้อนและใบไม้ร่วงของทุกๆ ปี โดยพวกเธอจะออกมายืนสระผมร่วมกันทั้งหมู่บ้าน บริเวณลำธารที่มีน้ำแร่ไหลผ่าน ด้วยแชมพูบำรุงผมสูตรพิเศษ อันผสมขึ้นจาก น้ำซาวข้าว เปลือกส้มโอ และกากเมล็ดชา ซึ่งบางคนต้องใช้เวลานานถึง 2 ชั่วโมงเลยทีเดียว กว่าจะจัดการทำความสะอาดผมสุดหวงได้เรียบร้อย สำหรับความเชื่อเรื่องการไว้ผมยาวเกือบทั้งชีวิตนี้ เชื่อกันว่า จะทำให้มีอายุยืน มั่งคั่ง และนำความโชคดีมาสู่ครอบครัว

Apatani

อะปาตานี ชนเผ่าที่ผู้หญิง
ห้ามเปิดเผยความงาม

สำหรับผู้หญิงชนเผ่า ชนเผ่าอะปาตานี (Apatani) ที่อาศัยอยู่ตามหมู่บ้าน ในรัฐอรุณาจัลประเทศ ทางตะวันออกเฉียงเหนือของอินเดีย มีความเชื่อกันว่า ‘ความงดงามคือดาบสองคม’ นำพาความเจ็บปวดมาสู่จิตใจผู้หญิง จากการถูกฉุดและลักพาตัวโดยผู้ชายของชนเผ่าอื่น ทั้งๆ ที่พวกเธอไม่เต็มใจ จึงเกิดพิธีกรรมเจาะจมูกเป็นรูกว้าง สำหรับยัดดุมไม้ขนาดใหญ่ปิดทางเข้าออกหลักของลมหายใจ พร้อมสักลวดลายลงบนหน้าผากและคาง เพียงเพื่อหวังว่า ความอัปลักษณ์ที่จงใจสร้าง จะทำให้ความสวยอันทรงคุณค่าถูกลดทอนลง

พิธีกรรมนี้ถูกปฏิบัติสืบทอดกันมาเนิ่นนาน โดยเริ่มทำครั้งแรกเมื่อเด็กสาวย่างเข้าสู่วัย 10 ขวบ แต่ปัจจุบันเด็กรุ่นใหม่ที่มีโอกาสเดินทางไปสัมผัสชีวิตในเมือง กลับปฏิเสธเข้าร่วมพิธีกรรม เพราะไม่ต้องการดูผิดแปลกไปจากผู้หญิงคนอื่น กระทั่งผู้คนภายในชนเผ่าด้วยกันเอง ต้องออกประกาศให้รางวัลแก่ผู้หญิงที่มีรูจมูกใหญ่ที่สุด หวังรักษาขนบที่เกิดขึ้นจากความรักความบริสุทธิ์ในวัยสาว ให้ยังคงอยู่ต่อไป

ผู้หญิงเผ่าชิน ผู้ปล่อยความงาม
ให้โบยบินไปกับรอยสัก

ไม่เพียงแต่ผู้หญิงอะปาตานีเท่านั้น ที่ต้องซ่อนความงามจากปีศาจร้ายในใจชาย บรรดาผู้หญิงเผ่าชิน ในรัฐยะไข่ ของเมียนมา ก็เช่นกัน ด้วยความสวยแบบดุดันและเเววตาทรงอำนาจ จึงตราตรึงและต้องใจชายแทบทุกนายที่ผ่านไปผ่านมาแถบชนเผ่า แม้กระทั่งบุรุษสูงศักดิ์ระดับพระมหากษัตริย์ ยังมีค่านิยมที่ว่า ต้องหาผู้หญิงจากเผ่าชินไปข้างกายให้ได้สักคน ไม่ว่าจะในฐานะมเหสี สนม หรือแม้แต่ทาส ก็ไม่เกี่ยง ขอเพียงได้ชื่อว่า เป็นเจ้าชีวิตผู้หญิงชิน ผู้มีโฉมงดงามไม่ปราณีใครเป็นพอ ความงามสุดอันตราย กลายเป็นจุดกำเนิดประเพณีสักลายปกปิดความสวยบนใบหน้า อีกทั้งยังเป็นการสร้างอัตลักษณ์บ่งบอกตัวตน ในกรณีถูกลักพาตัวจากผู้ไม่หวังดี เมื่อมีคนผ่านมาเห็นว่าเป็นเพื่อนร่วมชนเผ่า จะได้เข้าช่วยเหลือได้ทันเวลา

ผู้หญิงเผ่าชิน

อย่างไรก็ตาม ในยุคที่มิสชันนารีเข้ามาเผยแพร่ศาสนาในเมียนมา ได้มีการถ่ายทอดองค์ความรู้เพื่อลบล้างความงามตามความเชื่อของผู้หญิงชิน ด้วยการบอกให้ยุติพิธีกรรมสักลายบนใบหน้า เพื่อยกระดับความมีอารยะธรรมตามแบบตะวันตก ขณะที่ฝั่งรัฐบาลกลางก็ออกคำสั่งห้ามในลักษณะเดียวกัน เพราะมองว่าการสักทำให้ผู้หญิงดูไม่สะอาดตา แต่ท้ายที่สุด ความงามในอุดมคติอีกด้าน ก็ไม่อาจลบล้างความเชื่อของพวกเธอลงได้

Tribe Women

แม้ทุกวันนี้ ความงามจะถูกตีค่าและความหมายไปในทิศทางที่หลากหลายมากขึ้น ก็ไม่ได้หมายความว่า เราต้องลดคุณค่าของความงามในรูปแบบเดิมๆ หรือใช้อคติเพื่อเปลี่ยนแปลงวิถีศรัทธาของใครบางคน เพราะท้ายที่สุดแล้ว ทุกคนล้วนมีมุมมองที่แตกต่างกันออกไป

 

 

 



tags : , , ,


share share to facebook share to twitter

TipsDD สัมผัสความงดงามในแบบผู้หญิงชนเผ่า ศรัทธาที่ชนะทุกอคติ