รอยสัก

รอยสัก : ร่องรอยของความทรงจำ
และศิลปะที่เจ็บช้ำของอารมณ์

ศิลปะ คือสิ่งที่ทำให้มนุษย์ต่างจากสัตว์ เป็นพื้นที่ปลดปล่อยจิตวิญญาณและสะท้อนมุมมองของศิลปิน ผ่านไอเดียสร้างสรรค์ในรูปแบบต่างๆ ซึ่งมนุษย์ได้ให้กำเนิดผลงานศิลปะมาตั้งแต่ยุคก่อนประวัติศาสตร์ ผ่านลวดลายบนผนังถ้ำ หนังสัตว์ เรื่อยมาจนถึงวัตถุอื่นๆ ไม่เว้นแม้แต่บนเรือนร่างของมนุษย์เอง เราเรียกลวดลายที่เกิดจากน้ำหมึกและฝีเข็มที่ทิ่มลงบนผิวหนังนี้ว่า ‘รอยสัก’

‘รอยสัก’ กับมนุษย์และสังคม

รอยสักเป็นศิลปะที่เก่าแก่อีกแขนงหนึ่งของโลก หลักฐานจากนักโบราณคดีพบว่า มนุษย์เรามีรอยสักมานานแล้วเกือบสี่แสนปี มันเริ่มต้นจากการเป็นสัญลักษณ์บนร่างกายที่ชนเผ่าเชื้อสายกรีกโบราณ แสดงออกถึงความเป็นกลุ่มสังคมโดยนำสีมาทาบนร่างกาย เพื่อสื่อถึงอำนาจและความเป็นพรรคพวก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเพศชายที่นิยมสักทั่วร่างกาย ไม่เว้นแม้แต่ใบหน้าหรืออวัยวะเพศ เพื่อแสดงความยิ่งใหญ่ของตนเอง และเชื่อว่ารอยสักจะช่วยป้องกันภยันตรายได้

ในปี 1991 มีการค้นพบครั้งสำคัญเกิดขึ้น เมื่อนักปีนเขาพบร่างของมนุษย์ถูกแช่แข็งอยู่ท่ามกลางหิมะ ที่เทือกเขาแอลป์ ประเทศอิตาลี ร่างนั้นมีรอยสักกว่า 50 แห่ง ซึ่งนักวิทยาศาสตร์คาดว่าเป็นวิธีการรักษาโรคตามธรรมชาติ หรือเรียกว่าการฝังเข็มนั่นเอง

ต่อมามีการค้นพบรอยสักบนร่างของมัมมี่อียิปต์ ซึ่งมีอายุยาวนานถึง 5,000  ปี ก่อนคริสตศักราช โดยร่างมัมมี่ผู้ชายพบรอยสักรูปวัวป่าและแกะ อีกร่างเป็นมัมมี่ผู้หญิงพบรอยสักรูปตัว S นับเป็นการค้นพบลวดลายของรอยสักที่มีความเก่าแก่ที่สุดในโลก

ด้านคนไทยนิยมการสักบนร่างกายมาตั้งแต่อดีต ซึ่งเห็นได้จากการสักในกลุ่มข้าราชการ โดยมีจุดประสงค์เพื่อแสดงความเป็นพรรคพวกของชายไทยที่รับราชการในสมัยก่อน ทั้งยังนำรอยสักมาใช้จัดกลุ่มบริวารในปกครองของตน ดังจะเห็นได้จากการสักเลขทาสเพื่อชี้ชัดว่าทาสคนนี้สังกัดนายคนไหน

ส่วนการสักแบบไสยศาสตร์ เป็นการสักด้วยความเชื่ออย่างแท้จริงที่มาช้านาน ซึ่งรอยสักประเภทนี้จะสามารถแบ่งได้เป็นการสักเพื่อวิชาอาคม และการสักเพื่อทำเสน่ห์ ทั้งนี้อาจไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่าการสักมีน้ำหนักต่อศาสตร์แขนงนี้มากน้อยเพียงใด แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า มันกลายเป็นความเชื่อที่ติดตัวคนไทยมานับหลายร้อยปี และยังวนเวียนอยู่กับวิถีชีวิตรวมทั้งขนบความเชื่อจวบจนปัจจุบัน

สัก

เรียนวิทยาศาสตร์ ภาควิชา ‘การสักศึกษา’

รอยสักเป็นการสร้างลวดลายบนร่างกายอย่างถาวรโดยน้ำหมึกสำหรับสักโดยเฉพาะ ดังนั้นก่อนที่จะตัดสินใจให้ช่างจรดฝีเข็มลงบนผิวหนัง คุณจะต้องมั่นใจว่าลวดลายที่พาดผ่านบนร่างกายนี้มาจากความพอใจจริงๆ และจะไม่เกิดปัญหาขึ้นในอนาคตเมื่อมันอยู่บนร่างกาย เพราะการลบรอยสักนั้นยากกว่าการสร้างขึ้นมา ทั้งยังมีราคาสูงกว่าหลายเท่า

โดยธรรมชาติของมนุษย์ ผิวหนังกินพื้นที่ 15 เปอร์เซ็นต์ของร่างกาย ประกอบด้วย 3 ชั้น ได้แก่ ชั้นหนังกำพร้า (Epidermis), ชั้นหนังแท้ (Dermis) และชั้นไขมัน (Subcutis) หน้าที่ของผิวหนังจึงเปรียบเสมือนเกราะป้องกันเชื้อโรคหรือสิ่งไม่พึงประสงค์เข้าสู่ร่างกาย

แต่ ผิวหนังกลับยอมให้สีหมึกแทรกซึมเข้ามาจนเกิดเป็นรอยสักได้อย่างไร ?

ว่ากันด้วยเรื่องของโครงสร้างผิวหนังแบบง่ายๆ คือ ชั้นแรก มีหน้าที่รับการสัมผัสและการกระทบกับวัตถุต่างๆ รวมทั้งป้องกันร่างกายของเราจากสารพิษและการสูญเสียน้ำ ชั้นที่สอง ประกอบด้วยเส้นประสาท เส้นเลือดฝอย ซึ่งสัมพันธ์กับความแข็งแรงและความยืดหยุ่น ปราการชั้นนี้จึงเป็นตัวกำหนดความอ่อนเยาว์และความสดใสของร่างกาย

และผิวหนังชั้นที่สาม เป็นชั้นไขมันที่ให้ความอบอุ่นแก่ร่างกาย โดยกลไกการทำงานของผิวหนังทุกชั้น จะปกป้องร่างกายจากสิ่งแปลกปลอมอย่างสุดชีวิต หากน้ำหมึกสำหรับที่ใช้สักซึมเข้าสู่ผิวหนัง จะถูกขับออกทางเหงื่อ และจางลงอย่างรวดเร็ว ดังนั้นช่างสักจึงต้องใช้ความชำนาญ และความแม่นยำของฝีเข็ม ทำให้เม็ดสีซึมเข้าไปสู่ผิวหนังชั้นในสุด เพื่อไม่ให้ร่างกายผลักออกมา

tattoo

‘รอยสัก’ กับการเป็นพื้นที่ระบายอารมณ์

ตั้งแต่วิทยาการในการสักพัฒนาขึ้นเรื่อยๆ จนเกิดเทรนด์การสักในรูปแบบที่หลากหลาย ก็ทำให้ศิลปะบนร่างกายแขนงนี้ได้รับความสนใจจากคนทั่วโลกกว้างขึ้นกว่าเดิม อาจเป็นเพราะว่าพวกเขาตีความลวดลายบนร่างกาย เสมือนกับการบอกเล่าชีวิตและสะท้อนอารมณ์ที่ตนเองกำลังเผชิญอยู่ในช่วงเวลานั้น

ถ้าให้เปรียบเทียบง่ายๆ ก็อย่างเช่น พฤติกรรมของชาวโซเชียล ที่โปรดปรานการระบายความรู้สึกและแบ่งปันเรื่องราวในชีวิตผ่านพื้นที่สาธารณะให้คนอื่นได้รับรู้ เช่นกันกับคนที่ชื่นชอบรอยสัก พวกเขาก็ต้องการบันทึกความทรงจำ บอกเล่าเรื่องราวชีวิตแต่ต่างกันตรงที่เลือกใช้พื้นที่บนเรือนร่างของตัวเองในการปลดปล่อยตัวตน

โรคซึมเศร้า

ลายหมาสีดำ ตัวแทนของโรคซึมเศร้า
และความโดดเดี่ยว

หลังจากเหตุการณ์สะเทือนวงการเพลงเกาหลีใต้ เมื่อคิมจงฮยอน สมาชิกจากวง SHINee ตัดสินใจปลิดชีวิตตัวเองลงอย่างสงบในอพาร์ตเมนท์ส่วนตัว ทำให้มีชาวเน็ตเกาหลีตาดีสังเกตว่าลอยสักด้านข้างลำตัวของนักร้องหนุ่มเป็นลายหมาสีดำ (Black Dog) ซึ่งมันคือสัญลักษณ์ของผู้ป่วยโรคซึมเศร้า โดยมีที่มาจากหนังสือภาพสัญชาติออสเตรเลียชื่อ  I Had a Black Dog: His name was depression เขียนและวาดโดยแมทธิว จอห์นสโตน (Matthew Johnstone) เป็นเรื่องราวของตัวผู้เขียนเองที่ต่อสู้จนสามารถเอาชนะโรคซึมเศร้าได้ โดยเขาเปรียบโรคนี้เป็นเหมือนหมาสีดำตัวใหญ่ที่ตามติดตัวเองตลอดเวลา

ซึ่งนักร้องหนุ่มเลือกสักลายนี้มาสักพักก่อนจะเกิดเหตุการณ์น่าเศร้าขึ้น แต่กลับไม่มีใครคาดถึงความหมายที่แท้จริงของเจ้าหมาสีดำตัวใหญ่ที่อยู่บนร่างกายของเขาเลย

Sound Wave Tattoo

‘รอยสัก’ กับบทบาทเพื่อ
บันทึกความทรงจำ

ปัจจุบันรอยสักไม่ได้มีแต่ลายใหญ่ๆ และสีสันฉูดฉาดบนร่างกายเสมอไป เพราะเทรนด์การสักแบบมินิมอล ที่เน้นลวดลายเล็กๆ อย่างเช่น รูปทรงเรขาคณิต ข้อความที่เป็นโควทสั้นๆ กำลังได้รับความนิยมในวงการสักทั่วโลก เรียกได้ว่า เน้นเล็กแต่ได้ความหมายลึก

และเพื่อตอกย้ำหน้าที่การเตือนความทรงจำของศิลปะบนร่างกายแขนงนี้ ช่างสักชาวแคลิฟอร์เนียได้วิวัฒน์รอยสักที่สามารถบันทึกเสียงได้ เรียกว่า ‘รอยสักคลื่นเสียง’ (Sound Wave Tattoo) โดยทำงานผ่านระบบแอปพลิเคชันบนโทรศัพท์มือถือ ซึ่งจะอ่านคลื่นเสียงความยาวไม่เกิน 1 นาที บนผิวหนังของคุณ โดยรอยสักแบบใหม่นี้ได้รับความนิยมจากทั่วโลก มีคนให้ความสนใจบันทึกเสียงของคนรักและสัตว์เลี้ยงของตัวเอง รวมถึงทำแคมเปญให้กำลังใจผู้ป่วยมะเร็งด้วยการสักคลื่นเสียง ด้วยการบันทึกเสียงพ่อของเจ้าของรอยสัก ซึ่งป่วยเป็นมะเร็งระยะสุดท้าย ขณะพูดให้กำลังใจผู้ป่วยรายอื่นๆ

tattoo

การเดินทางของรอยสักนั้นช่างยาวนาน จนอาจพูดได้ไม่เต็มปากนัก ว่ามันเป็นเพียงศิลปะและลายเส้นธรรมดาที่มนุษย์สร้างขึ้น เพราะศิลปะแขนงนี้ได้เป็นทั้งสัญลักษณ์ทางสังคม สัญลักษณ์ทางความเชื่อ หรือแม้แต่สัญลักษณ์ที่สะท้อนตัวตนของเจ้าของรอยสักเอง

และไม่ว่าปัจจุบัน สังคมจะตีตราและประเมินค่าคนที่มีรอยสักไปในทิศทางใดก็ตาม แต่สิ่งหนึ่งที่ได้เรียนรู้จากลวดลายบนผิวหนังนี้คือ มันทำให้มนุษย์ ‘รู้จัก เข้าใจ และเรียนรู้’ มนุษย์ด้วยกัน

 

 

 

ที่มา:
http://www.vogue.co.th/apeshit-beyonce-jay-z
http://www.wtfintheworld.com/2018/04/16/10-facts-of-tattoo/
http://www.gqthailand.com/style/article/beauty-is-pain



tags : , ,


share share to facebook share to twitter

TipsDD รอยสัก : ร่องรอยของความทรงจำ และศิลปะที่เจ็บช้ำของอารมณ์