ธุรกิจความงาม

ส่องเทรนด์ ธุรกิจความงามแบบไหน
ที่กำลังจะมาแรงในปี 2019

เรื่องความสวยความงามนั้นอยู่คู่กับมนุษย์เรามาทุกยุคสมัย เมื่อเวลาเปลี่ยน ความต้องการของคนก็เปลี่ยนตามไปด้วย ตอนนี้เป็นยุคที่อุตสาหกรรมความงามสามารถเข้าถึงคนได้ทุกเพศทุกวัย และเปรียบเสมือนเป็นปัจจัย 5 ที่ขาดไม่ได้ในชีวิตประจำวัน ธุรกิจความงามทั่วโลกจึงมีการขยายตัวขึ้นอย่างรวดเร็ว

‘ธุรกิจความงาม’ ไทยไปตลาดโลก

ข้อมูลจากกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ และสถาบันพัฒนาผู้ประกอบการการค้ายุคใหม่ หรือ NEA ได้บอกว่าประเทศไทยเป็นฐานการผลิตสินค้าความงามที่สำคัญแห่งหนึ่ง เนื่องจากมีการผลิตสินค้าส่งออกไปยังต่างประเทศทั่วโลกอยู่ในลำดับที่ 17

ในช่วงไตรมาสแรกของปี 2561 (มกราคม – มีนาคม) ที่ผ่านมา มูลค่าการส่งออกของตลาดส่งออกอุตสาหกรรมความงาม อยู่ที่ 671.86 ล้านเหรียญสหรัฐฯ เป็นการขยายตัวขึ้นจากปี 2560 ร้อยละ 15.12 ซึ่งมาจากอัตราการขยายตัวของจำนวนผู้ประกอบการธุรกิจความงามรายย่อยและ SME ที่เป็นกำลังสำคัญในการช่วยผลักดันให้ธุรกิจความงามของไทยเข้าสู่ระดับสากล

อีกเหตุผลที่ทำให้ตลาดความงามในไทยมีกระแสตอบรับที่ดีขึ้น คือการสร้างภาพลักษณ์หรือนวัตกรรมที่ตรงกับความต้องการของผู้บริโภคมากขึ้น นี่อาจเป็นการบ่งบอกว่าธุรกิจความงามของไทยสามารถพัฒนาไปไกลได้ในอนาคต หากวางกลยุทธ์ให้ถูกทาง

เทรนด์ตลาดความงาม 2019
ที่กำลังจะมาแรง


การทำให้ตลาดความงามของไทยเดินหน้าแบบก้าวกระโดดได้เพียงแค่การสร้างความต้องการให้ตรงกับผู้บริโภคอย่างเดียวอาจยังไม่พอ เหล่าผู้ประกอบการต้องคอยตามเทรนด์ในอนาคตด้วยว่ามีแนวโน้มไปในทิศทางไหน

เราขอเอาเทรนด์ความงามในปี 2019 ที่จะถึงนี้ มาเป็นแนวทางให้บรรดาผู้ประกอบการทั้งหลายนำไปปรับใช้ในธุรกิจของตัวเอง เพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้โดนใจผู้บริโภคมากยิ่งขึ้น เทรนด์ไหนกำลังจะมาแรงในปีหน้าบ้าง ไปดูกันเลย

1.Organic ส่วนผสมที่มาจากธรรมชาติ ปราศจากสารเคมี ธุรกิจความงาม ประเภทนี้กำลังเติบโตและมีแนวโน้มว่าจะขยายตัวมากขึ้นเพราะปัจจุบันผู้คนเริ่มหันมาดูแลสุขภาพ และยังใส่ใจไปจนถึงส่วนประกอบของผลิตภัณฑ์ที่ต้องมาจากธรรมชาติเพื่อให้ได้สิ่งที่ดีที่สุดเป็นผลให้ผลิตภัณฑ์ Organic มียอดขายเพิ่มขึ้นแบบพุ่งกระฉูดจนถึงปี 2019 อย่างแน่นอน นอกจากนี้พวกเขายังต้องการผลิตภัณฑ์ที่สามารถนำกลับมาใช้ใหม่หรือเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมด้วย เช่น บรรจุภัณฑ์ที่ย่อยสลายได้ หรือการใช้ผลิตภัณฑ์ธรรมชาติเพื่อลดการใช้สารเคมี

Herbs Thailand

2.Herbs Thailand สมุนไพรส่งตรงจากไทยเท่านั้น ประเทศไทยได้ขึ้นชื่อว่าเป็นแหล่งสมุนไพรมากมาย บรรดาผู้ประกอบจึงได้คิดค้นนำเอาสมุนไพรไทยมาเป็นส่วนผสมในสินค้า แต่ก็ยังไม่ได้รับความสนใจมากนัก จนมีนักท่องเที่ยวต่างชาติมาหลงใหลในสมุนไพรไทยและกลายเป็นที่พูดถึงมากมายจนทำให้มันสร้างยอดขายเพิ่มขึ้น

ลองสร้างความแตกต่างให้กับสินค้าแบรนด์ไทยด้วยการนำส่วนผสมที่หาได้จากเมืองไทยเท่านั้นดูสิ วิธีนี้อาจจะต้องใช้งบประมาณในการวิจัยค้นคว้ามากมาย แต่นี่อาจะเป็นทางเดียวที่จะเพิ่มมูลค่าให้สินค้าของไทยได้ และมีโอกาสไปไกลระดับโลกอีกด้วย

3.นวัตกรรมบนเครื่องสำอาง การทำให้ตลาดความงามพัฒนาไปอีกขั้นคือการนำเอานวัตกรรมหรือเทคโนโลยีใหม่ๆ เข้ามามีส่วนร่วม เพราะมันอาจเป็นจุดเด่นอีกหนึ่งจุดที่สามารถดึงดูดผู้บริโภคในยุคนี้ได้ดี เช่น

 – HiMirror จาก New Kinpo Group  กระจกอัจฉริยะติดตั้ง AI เพื่อช่วยวิเคราะห์ผิวหน้าของผู้ใช้ในแต่ละวัน

 – Skintuition จาก Cambridge Consultants การนำเอาเทคโนโลยีสแกนแบบ 3D เพื่อช่วยในการเลือกผลิตภัณฑ์บำรุงผิวที่เหมาะสมกับผู้ใช้

4.AntiPollution เทคโนโลยีต่อต้านมลภาวะ ในแต่ละวันเราต้องเจอมลภาวะมากมาย ผิวโดนทำร้ายหนักทุกวันจนพัง ผู้คนจึงค้นหาผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนช่วยเรื่องนี้มากขึ้น อาจเป็นความคิดที่ดีหากผู้ประกอบการทำผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนช่วยในการปกป้องผิวจากมลภาวะต่างๆ ได้ดีขึ้น เพราะจะทำให้ยอดขายผลิตภัณฑ์ในธุรกิจของคุณเพิ่มสูงขึ้นมาได้

5.For Unisex เพศไหนก็ใช้ได้ บรรดานักธุรกิจความงามต่างก็หันมาทำสินค้าที่เปิดกว้างในเรื่องเพศมากขึ้น รวมถึงในกลุ่มเพศชายก็เริ่มให้ความสนใจเรื่องการดูแลตัวมากกว่าเมื่อก่อน แบรนด์ดังหลายเจ้าได้ผลิตสินค้ามารองรับทุกเพศตามแนวคิด direct to consumer เช่น Glamglow ผู้ผลิตมาสก์ที่ออกมาโปรโมทผ่านสื่อโซเชียลมีเดียโดยการแฮชแท็กว่า #menwhomask เป็นการเจาะตลาดผู้ชายอย่างชัดเจน

6.All of skin shades ตอบโจทย์ทุกสีผิว เพื่อตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคให้มากที่สุด เหล่าแบรนด์ความงามจึงให้ความสนใจในเรื่องความหลากหลายทางสีผิว เพื่อให้เข้าถึงการตลาดอย่างสมบูรณ์ที่สุด และแก้ปัญหาของผู้ใช้ที่เจอสินค้าที่ไม่เคยมีเฉดสีตรงกับตัวเอง และยังทำให้ผู้ใช้รู้สึกถึงความเท่าเทียมอย่างแท้จริง คาดว่าสิ่งนี้จะช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถเอาชนะใจผู้บริโภคได้อย่างแน่นอน

7.IOT Trend (Internet of Things หรือ IOT) ปัจจุบันโลกของเราถูกขับเคลื่อนไปด้วยสื่อออนไลน์บนโลกของอินเทอร์เน็ต ทุกคนต่างใช้เวลาอยู่กับมันตลอดเวลา จะดีแค่ไหนหากเราสามารถทำให้เรื่องความสวยความงามเป็นเรื่องง่ายๆ ใกล้ตัว โดยเชื่อมโยงไปมันกับโลกอินเทอร์เน็ต เช่น การใช้เซ็นเซอร์ผนึกกับผิวหนังเพื่อตรวจวัดค่าแสง UV พร้อมรายงานผลให้ทราบผ่านมือถือแบบเรียลไทม์ การสร้างแอปพลิเคชันเสริมเพื่อให้ผู้ใช้ได้รู้ถึงผลกระทบจากสภาพแวดล้อมที่มีผลต่อร่างกาย การสแกนใบหน้าเพื่อวัดอันตรายจากเครื่องสำอาง ฯลฯ

หากคุณเป็นนักธุรกิจในแวดวงความงามหรือกำลังหาลู่ทางทำธุรกิจนี้ ลองอ่านแล้วนำมันไปปรับใช้เป็นกลยุทธ์ของตัวเอง เพื่อพัฒนาสินค้าแล้วสร้างความแตกต่างให้แบรนด์และตรงกับความต้องการของผู้บริโภคมากที่สุด ทำให้แบรนด์ไทยของเราพัฒนาไปสู่ตลาดความงามระดับสากลในอนาคต

 

 

 



tags : , , , , ,


share share to facebook share to twitter

TipsDD ส่องเทรนด์ ‘ธุรกิจความงาม’ แบบไหนที่กำลังจะมาแรงในปี 2019