หมวก

‘หมวก’ ความจริงที่มากกว่าแฟชั่น
สัญญะของความเหลื่อมล้ำในสังคม

ประเทศอังกฤษ คือต้นตำรับของแฟชั่นหมวกหลายใบที่โด่งดังไปทั่วโลก พวกเขาเป็นกลุ่มคนที่หลงใหลในแฟชั่นชนิดนี้อย่างยาวนานและเหนียวแน่น ถึงขนาดมีการรวมตัวกันเป็นเวลากว่า 100 ปี ของกลุ่มคนรักหมวกที่ชื่อว่า ‘Headwear Association’ ซึ่งต้องยอมรับว่าผู้ดีชาวอังกฤษทำหน้าที่ของการนำเสนอแฟชั่นที่มีหมวกเป็นองค์ประกอบได้อย่างน่าสนใจ ทำให้หลายชาติในโลกหันมาใส่หมวกจนกลายเป็นเครื่องแต่งกายของสากล

 

"หากวันไหนไม่สวมหมวกออกจากบ้าน
วันนั้นเหมือนแต่งตัวไม่สมบูรณ์" 

 

‘Kate Moss’ นางแบบสาวชาวอังกฤษ ผู้เคยคว้ารางวัล ‘Hat Person of the Year’ จากกลุ่ม Headwear Association กล่าวถึงสไตล์การแต่งตัวของเธอที่ต้องมีหมวกเป็นหนึ่งในองค์ประกอบ ซึ่งทำให้ชุดธรรมดาที่ใส่เดินตามท้องถนนของเธอเป็นเหมือนแฟชั่นโชว์บนรันเวย์ได้อย่างสมบูรณ์แบบ

แต่ทว่าเรื่องราวของหมวกไม่ได้มีบทบาทเฉพาะในวงการแฟชั่นเท่านั้น ส่วนที่มนุษย์ใช้เพื่อปกคลุมศีรษะนี้ ได้กลายเป็นหนึ่งในรากฐานของสังคมที่บ่งบอกสภาพการใช้ชีวิต สถานะทางสังคม จนไปถึงเป็นสัญลักษณ์ของการขับเคลื่อนประเทศที่น่าติดตาม

หมวก 3 ใบแรกของโลก
กับการตอบโจทย์เฉพาะสุภาพบุรุษ

‘หมวก’ เป็นหนึ่งในเครื่องแต่งกายที่ถือกำเนิดขึ้นตั้งแต่สมัยโบราณ เมื่อมนุษย์เริ่มรู้จักการนำผ้าหรือหนังสัตว์มาปกคลุมศีรษะเพื่อป้องกันความร้อนและฝน หรือแม้กระทั่งใช้เป็นสัญลักษณ์แสดงความพิเศษของชนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง

ชาวกรีกและโรมันเป็นชาติพันธุ์ที่เริ่มต้นวัฒนธรรมสวมหมวก โดยหมวกใบแรกมีชื่อว่า ‘Pileus’ มีลักษณะเป็นหมวกไร้ขอบ ใช้เพื่อทดแทนวิธีการนำผ้ามาคลุมผม นิยมสวมใส่เฉพาะในกลุ่มชนชั้นสูง เพื่อปกปิดศีรษะและป้องกันแสงแดดกับลม หมวกใบที่สองชื่อว่า ‘The Phrygian cap’ ลักษณะคล้ายกับหมวกของซานตาครอส เป็นหนึ่งในเครื่องแต่งกายที่ชนชั้นสูงมอบให้แก่คนที่พ้นสภาพของทาสแล้ว จึงเป็นสัญลักษณ์ของอิสรภาพให้แก่ทาสและเชลยในสมัยนั้น และหมวกใบที่สามมีชื่อว่า ‘The Peatasos’ นับว่าเป็นหมวกมีปีกใบแรกที่ชาวกรีกโบราณคิดค้นขึ้น ซึ่งหมวกทั้ง 3 แบบที่กล่าวมาข้างต้น มีรูปร่างลักษณะไม่แตกต่างกันมากนัก  และได้คิดค้นมาเพื่อเป็นส่วนหนึ่งในเครื่องแต่งกายของสุภาพบุรุษในสมัยก่อนเท่านั้น

หมวกทรงสูง

หมวกทรงสูงของสุภาพบุรุษ
ดีไซน์ที่ไม่สิ้นสุดการพัฒนา

ในฝั่งตะวันตก วัฒนธรรมการสวมหมวกแพร่หลายอย่างมาก และที่โดดเด่นคือหมวกทรงสูงของผู้ชาย ซึ่งถือกำเนิดขึ้นในปี ค.ศ. 1802 ในประเทศอังกฤษ จากความนิยมที่ว่า ยิ่งคุณสวมหมวกมีลักษณะสูงมากเท่าไหร่ ก็จะยิ่งสื่อถึงความนำสมัยกับความเป็นแฟชั่นนิสต้าในตัวคุณมากขึ้นเท่านั้น และแน่นอนเลยว่าวัฒนธรรมการสวมหมวกยังคงแพร่หลายเฉพาะในกลุ่มชนชั้นสูงเท่านั้น โดยเป็นหนึ่งในเครื่องแต่งกายที่สุภาพบุรุษจะสวมเวลาไปชมการแสดงละครโอเปร่า ซึ่งตามธรรมเนียมแล้ว เมื่อไปถึงโรงละครจะต้องพับหมวกทรงยาวลงให้มีขนาดเล็กลง และใส่ในกระเป๋าให้เรียบร้อย จึงจะสามารถเข้าสู่โรงละครได้ จากวัฒนธรรมด้านเครื่องแต่งกายแบบสวมหมวกของชาวอังกฤษที่โชว์เสน่ห์แบบเรียบโก้ของสุภาพบุรุษออกมาได้อย่างดีนี้ จึงทำให้แฟชั่นหมวกทรงสูงได้แพร่อิทธิพลไปสู่ประเทศสหรัฐอเมริกาในเวลาต่อมา

Bowler hat

เมื่อวัฒนธรรมหมวกทรงสูงเข้าสู่ดินแดนอเมริกาแล้ว ทำให้เกิดหมวกประเภทใหม่ขึ้นชื่อว่า ‘Bowler hat’  โดยถือกำเนิดจากชายคนขับรถธรรมดาคนหนึ่งในอเมริกา ที่นำหมวกทรงสูงของอังกฤษมาปรับรูปแบบใหม่ โดยไม่ได้เน้นแต่ความสวยงามเพียงอย่างเดียว แต่เป็นการใช้ประโยชน์อย่างแท้จริงของอาชีพคนขับรถที่ต้องออกมาเผชิญแดดและฝนนอกอาคาร และเพื่อให้ใช้งานได้สะดวกยิ่งขึ้นในชีวิตประจำวัน จึงได้ออกแบบให้มีขนาดสั้นลง ทำให้กลายเป็นแฟชั่นที่สามารถจับต้องได้และโด่งดังไปทั่วโลก ว่ากันว่าในสมัยนั้น ไม่เว้นแม้แต่คนขายเนื้อ  นักธุรกิจ หรือพนักงานธนาคารก็ต้องมีหมวกทรงนี้เป็นของคู่กายกันทั้งนั้น

Stetson hat

ต่อมาคือ ‘Stetson hat’ หรือที่รู้จักกันในชื่อหมวกคาวบอย เกิดจากไอเดียของชายหนุ่มชื่อ John B Stetson นักขุดเหมืองหาทองคำ ที่ออกเดินทางไปฝั่งตะวันออกของอเมริกา ซึ่งน่าเสียดายที่การเดินทางในครั้งนั้นเขาไม่ได้ทองกลับมาเลย แต่กลับเจอตัวบีเวอร์จำนวนมาก เขาจึงผุดไอเดียนำหนังของตัวบีเวอร์มาทำเป็นหมวกทรงคาวบอยที่เราคุ้นตาในปัจจุบัน

Fedora hat

มาถึงชิ้นงานที่นำจุดเด่นของหมวกทรงอื่นมาต่อยอดจนเกิดเป็น ‘Fedora hat’ หมวกที่วิวัฒนาการด้านดีไซน์มาจากหมวกทรงคาวบอย และหมวกทรง wide brim ของสุภาพสตรี มีสัมผัสนุ่ม สามารถสวมใส่ได้จริงในชีวิตประจำวัน จึงทำให้ได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก

หมวกของสุภาพสตรี
สะท้อนบทบาท ‘ผู้ดีอังกฤษ’

ยังคงอยู่ในประเทศอังกฤษเช่นเดิม เนื่องจากเครื่องแบบของสุภาพสตรีในราชวงศ์อังกฤษจะมีหมวกเป็นหนึ่งในองค์ประกอบมาช้านาน นอกจากนี้ยังมีธรรมเนียมปฏิบัติว่าหลังเวลา 6 โมงเย็น ราชวงศ์หญิงต้องสวมรัดเกล้าหรือมงกุฎแทนการสวมหมวก ส่วนกลุ่มของสตรีสามัญชน เริ่มมีการสวมหมวกอย่างแพร่หลายในปี ค.ศ. 1950 โดยจะสวมเมื่อต้องออกมาในพื้นที่สาธารณะ เนื่องจากคนในสมัยก่อนมีความเชื่อว่า การเปิดเผยเส้นผมไม่ใช่เรื่องที่สุภาพสตรีควรประพฤติ และในปัจจุบันผู้ที่ถือว่ามีอิทธิพลต่อวัฒนธรรมการสวมหมวกคือ ควีน อลิซาเบทที่ 2 ที่จะทรงพระมาลาตลอดเวลา ซึ่งไม่เพียงเป็นเอกลักษณ์ด้านการแต่งกายของพระองค์เท่านั้น แต่ยังเป็นการรักษาธรรมเนียมดั้งเดิมของราชวงศ์อังกฤษเอาไว้ด้วย ดังนั้นหมวกในดินแดนผู้ดีอังกฤษจึงเป็นเหมือนสัญลักษณ์ที่บ่งบอกสถานะทางสังคม และสะท้อนการใช้ชีวิตของคนในประเทศนี้

ยุคมาลานำไทย

‘ยุคมาลานำไทย’
สลายความเหลื่อมล้ำ นำสู่แฟชั่น

สำหรับในประเทศไทย แต่เดิมไม่ได้มีวัฒนธรรมการสวมหมวกเพื่อเป็นเครื่องแต่งกาย นอกจากจะมีสิ่งที่เรียกว่า ‘กุบละแอ’ ซึ่งเป็นหนึ่งในเครื่องแบบของนักรบชายสมัยก่อน มีลักษณะเป็นทรงยอดแหลม ทำจากไม้ไผ่ชนิดที่แข็งแรงก่อนจะนำมาลงรักติดทองคำเปลว

ส่วนหมวกที่เข้ามาในประเทศไทยชนิดที่เป็นเครื่องแต่งกาย เริ่มต้นเป็นครั้งแรกในสมัยรัชกาลที่ 4 แต่ยังพบเป็นจำนวนน้อยมาก และในสมัยรัชกาลที่ 5 มีหลักฐานพบการสวมหมวกในกลุ่มเชื้อพระวงศ์ แต่ไม่พบในเครื่องแบบของสามัญชน ต่อมาเมื่อเครื่องแบบข้าราชการกำหนดให้สวมหมวก จึงทำให้เผยแพร่ไปสู่สามัญชน แต่ก็ยังอยู่ในกฎระเบียบที่ต้องถูกบังคับให้สวมใส่อยู่ดี

และหากพูดถึงสถานการณ์ที่ทำให้คนไทยสวมหมวกกันอย่างแพร่หลายก็คงจะเป็นสมัยที่ ‘จอมพล ป.พิบูลย์สงคราม’ เป็นนายกรัฐมนตรี เนื่องจากมีนโยบายสร้างชาติให้เท่าเทียมกับนานาอารยะประเทศ จากการเพิ่มกฏระเบียบทางสังคมขึ้นเพื่อเปลี่ยนแปลงเครื่องแต่งกายของประชาชนชาวไทย โดยเฉพาะผู้หญิง ซึ่งมีคำสั่งให้เลิกนุ่งโจงกระเบนแล้วหันมาใส่ผ้าถุงแทน พร้อมกับสวมหมวกทุกครั้งเมื่อออกจากบ้าน ทั้งนี้มีการกำหนดลักษณะของหมวกในสมัยนั้นเป็น 2 ประเภทคือ

- ประเภทหมวกทั่วไป ใช้สำหรับใส่ออกไปข้างนอกบ้านในชีวิตประจำวัน เน้นดีไซน์และโทนสีเรียบง่าย ไม่ฉูดฉาด ใส่ได้ในชีวิตประจำ 

- ประเภทหมวกที่ใช้ออกงานสำคัญ สวมใส่เมื่อมีโอกาสพิเศษที่ต้องแต่งกายสวยงาม หมวกประเภทนี้จึงสามารถมีดีไซน์ที่โดดเด่นเพื่อให้เข้ากับชุดเดรสของสุภาพสตรีในสมัยนั้น

ด้านสุภาพบุรุษก็ต้องเลิกนุ่งผ้าโสร่งและต้องใส่เสื้อออกนอกบ้านทุกครั้ง โดยเน้นให้ใส่เครื่องแบบตามแบบตะวันตก คือมีเสื้อสูทตัวนอกให้เรียบร้อยรวมถึงจะต้องสวมหมวกด้วยเช่นกัน

มาลานำไทย

ซึ่งคำสั่งเรื่องเครื่องแต่งกายในสมัยนี้เคร่งครัดอย่างมาก ถึงขนาดมีสโลแกนเพื่อเตือนใจประชาชนว่า ‘มาลานำไทย’ และใครที่ละเลยไม่สวมหมวกเมื่อออกนอกเคหสถานจะต้องโดนลงโทษตามกฎหมาย พร้อมทั้งมีบทเพลงจากวงสุนทราภรณ์ชื่อว่าเพลง ‘สวมหมวก’ ที่แต่งขึ้นเพื่อรณรงค์ให้คนไทยหันมาสวมหมวกอีกด้วย

“เชิญซิคะ เชิญร่วมกันสวมหมวก
แสนสะดวกสบายด้วย ทั้งสวยหรู
ปรุงใบหน้าให้อร่าม งามหน้าดู
อีกจะชูอนามัยให้มั่นคง...”

จากสถานการณ์ที่เข้มงวดของการแต่งกายในสมัยนั้น จึงทำให้หลายฝ่ายไม่พอใจแนวคิดของรัฐบาลชุดนี้ เพราะเห็นว่าค่อนข้างริดรอนเสรีภาพ และเข้ามากำหนดการใช้ชีวิตส่วนตัวมากจนเกินไป แต่หากมองอีกมุมหนึ่งนโยบายนี้ได้ทำลายสัญลักษณ์ระหว่างชนชั้นในประเทศไทยอย่างถอนรากถอนโคน เพราะประชาชนทุกคนจะต้องสวมใส่เครื่องแต่งกายในลักษณะเดียวกัน  ไม่ว่าคุณจะประกอบอาชีพใดหรืออยู่ในกลุ่มชนชั้นใดก็ตาม แต่เมื่อทุกคนสวมใส่เครื่องแต่งกายแบบตะวันตกเหมือนกัน นั่นแสดงว่าทุกคนคือ ‘ประชาชนชาวไทยในยุคสมัยที่เจริญแล้ว’

 

 



tags : , ,


share share to facebook share to twitter

TipsDD ‘หมวก’ ความจริงที่มากกว่าแฟชั่น สัญญะของความเหลื่อมล้ำในสังคม