การลงทุนในกระเป๋าแบรนด์เนม
25 January 2019

‘การลงทุนในกระเป๋าแบรนด์เนม’
ให้เวลาเพิ่มมูลค่าสินทรัพย์

ปัจจุบันการลงทุนมีมากมายหลายอย่างไม่ว่าจะเป็นการลงทุนในหุ้น กองทุนรวม ทองคำ ที่ดิน หรือแม้กระทั่ง ‘การลงทุนในกระเป๋าแบรนด์เนม’  มันสามารถทำกำไรได้เกินกว่าที่คาดคิด การลงทุนก็คือการควักเงินในกระเป๋าเพื่อจ่ายออกไปก่อนจึงมีแนวโน้มที่จะทำให้เกิดความเสี่ยงได้ เพราะฉะนั้นผู้ลงทุนในกระเป๋าแบรนด์เนมควรศึกษาหาข้อมูลให้ถี่ถ้วน มีความละเอียดรอบคอบ และที่สำคัญต้องบริหารเงินให้ดี ก่อนที่จะตัดสินใจซื้อสักใบเพื่อไม่ให้เดือดร้อนในภายหลัง

แบรนด์และรุ่นของกระเป๋าที่ถือว่าเป็นตำนาน เป็นที่ต้องการของนักสะสมทั่วโลกนั้นจริง ๆ มีมากมายหลายแบบถ้าจะพาไปดูทั้งหมดก็คงใช้เวลามากพอสมควร วันนี้เราจะพามาดู 3 รุ่นชั้นนำที่ไม่ว่าเวลาจะผ่านมานานหลาย 10 ปี เหล่าบรรดานักสะสมต่างก็ยังอยากได้ไว้ในครอบครอง

Chanel 2.55, Classic Flap Bag และ Reissue 2.55

กำเนิดขึ้นเพราะกระเป๋าใบแรกที่ Coco Chanel ออกแบบเป็นกระเป๋าถือทั่วไปจึงสร้างความลำบากเวลาที่เธอสูบบุหรี่ เธอจึงคิดว่ากระเป๋าควรที่จะมีสายคล้องไหล่เพื่อเพิ่มความสะดวกในการใช้งาน เธอจึงออกแบบกระเป๋าที่มีสายคล้องไหล่ตัวล็อกเป็นรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัสที่เรียกว่า Mademoiselle Lock และให้ชื่อมันว่า Chanel 2.55 ต่อมาเมื่อยุค 80s หลังจาก Karl Lagerfeld (คาร์ล ลาเกอร์เฟลด์) เข้ามารับตำแหน่งในบริษัทฯ เขาจึงออกแบบโลโก้ตัวซีไขว้ใส่เข้าไปตรงฝาปิดแทน ต่อมามันจึงกลายเป็นรุ่นยอดฮิตจนถึงปัจจุบันในชื่อที่เรียกว่า Chanel Classic Flap Bag จนกระทั่งปี ค.ศ. 2005 Karl ได้เปิดตัวกระเป๋ารุ่นที่นำตัวล็อกแบบเดิมออกมาทำใหม่ โดยใช้ชื่อว่า Chanel Reissue 2.55

 

ความแตกต่างของกระเป๋าทั้ง 3 รุ่นนี้แถบจะแยกกันไม่ออกเลยเพราะมีลักษณะรูปทรง ลายควิลต์ที่คล้ายคลึงกัน จุดสังเกตหลัก ๆ คือ Chanel 2.55 และ Reissue สายจะเป็นโลหะทั้งเส้น แต่ Chanel Classic Flap Bag ตัวล็อกจะเป็นซีไขว้และสายจะเป็นโลหะถักด้วยหนัง กระเป๋า Chanel ทั้งสามรุ่นนี้สีที่มีมูลค่ามากที่สุด คือ สีดำ

แต่ถ้าจะยกให้เป็นที่สุดแซงหน้าทุกการลงทุนในกระเป๋าแบรนด์เนม และการลงทุนแบบอื่น ๆ ต้องยกให้กับ Chanel Medium Classic Flap Bag ที่เฉลี่ยแล้วราคาเติบโตถึง 6% ต่อปี เรียกได้ว่าแย่งซีนการลงทุนแบบอื่น ๆ ไปได้อย่างน่าสนใจ  ราคาเปิดตัว Chanel Medium Classic Flap Bag ในปี 1955 อยู่ที่ $220 ต่อมาปี 2010 ราคาของมันขึ้นมาอยู่ที่ $2,850 จากนั้นเป็นช่วงที่ราคาพุ่งขึ้นเร็วที่สุดแตะ $4,900 หรือ ประมาณ 155,589 บาท ในปี 2016 ความแรงของราคายังไม่มีวี่แววว่าจะหยุดแค่นั้น เพราะล่าสุดในปี 2018 ราคาได้มาอยู่ที่ 178,945 บาท และคาดว่ามูลค่าของมันยังคงเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ

Lady Dior (Cannage)

กระเป๋าที่เป็นรุ่นขายดีที่สุดของ Dior ตลอดกาลเป็นผลงานการออกแบบของ จอห์น กัลลิอาโน (John Galliano) Lady Dior คงความหรูหราด้วยลาย Cannage Pattern แรงบันดาลใจจากเก้าอี้สานสไตล์นโปเลียนที่ 3 กับหูจับ 2 ข้างที่เชื่อมด้วยห่วงโลหะพร้อมชาร์มตัวอักษร D.i.o.r ต่อมา Dior ได้ดีไซน์โฉมรุ่นนี้ออกมาใหม่มีหลายขนาด หลายวัสดุ และหลายสีแต่ลาย Cannage ก็ยังคงความเป็น Lady Dior ได้อย่างสมบูรณ์แบบ ที่สำคัญมันยังเป็นกระเป๋าทรงโปรดของเจ้าหญิงไดอานาอีกด้วย

Lady Dior
Gucci Bamboo Bag

Gucci Bamboo Bag

เอกลักษณ์ของ Gucci ที่มีมาตั้งแต่ ค.ศ. 1947 จนถึงปัจจุบันนั่นก็คือ ‘หูหิ้วไม้ไผ่’  ในยุคที่กระเป๋ารุ่นนี้เปิดตัวตรงกับช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 วัสดุอาจหาได้ไม่ง่ายนักไม้ไผ่จึงกลายเป็นไอเดียหนึ่งของช่างทำกระเป๋าและภายหลังมันได้กลายเป็นซิกเนเจอร์ของแบรนด์โดยกระเป๋า Gucci Bamboo Bag มีส่วนประกอบที่เป็นไม้ไผ่อยู่ 2 ที่ด้วยกันนั่นก็คือ หูหิ้ว และ ตัวล็อค ราคาเปิดตัวของมันอยู่ที่ $69 แต่ปัจจุบันราคาพุ่งขึ้นจนแตะ $1,000

ต่อมาเรามาดูรายละเอียดคร่าว ๆ กันว่า ผู้ที่จะลงทุนซื้อกระเป๋าแบรนด์เนมนั้นต้องเลือกต้องดูองค์ประกอบใดกันบ้าง ถึงจะหันหลังให้กับคำว่า ‘ขาดทุน’

1. ควรเลือกรุ่นที่เขาเก็บกัน

แน่นอนว่าการขายของแต่ละชิ้นต้องคำนึงถึงความต้องการในตลาดด้วย ไม่ใช่เลือกแต่รุ่นที่ตัวเองมองว่าชอบ มองว่าสวยอยู่คนเดียวแบบนี้ไม่มีทางปล่อยออกแน่ แล้วรุ่นไหนล่ะที่ต้องเก็บ?

รุ่นที่จะยกตัวอย่างมาได้แก่ Chanel Classic เพราะมีราคาที่แตกต่างกันค่อนข้างชัด และเป็นที่นิยมในตลาดมาเป็นระยะเวลาพอสมควร

Chanel Classic

2. เก็บไว้นานราคาจะสูงขึ้นจริงหรือ?

ถ้าคุณกำลังคิดแบบนี้บอกได้เลยว่าผิด! ของที่มีราคาสูงขึ้นนั้นมาจากความต้องการที่มีสูงขึ้น ในขณะที่สินค้ามีอยู่จำกัดนั่นหมายถึงถ้าคุณจะเก็งราคาต้องเลือกรุ่นที่หายากไม่มีวางจำหน่ายแล้วหรือเป็น Limited Edition โดยเก็บไว้ในระยะเวลาหนึ่งให้ถึงจุดที่ผู้คนกำลังค้นหากัน นั่นแหล่ะคือจังหวะดีที่สุดที่คุณจะเอาสมบัติล้ำค่าออกมาวางจำหน่าย

3. แบรนด์ + รุ่น = มูลค่า

กระเป๋าบางแบรนด์ บางรุ่น ไม่ได้มีวางจำหน่ายตามร้านของแบรนด์นั้น ๆ แต่ต้องสั่งจองโดยเฉพาะ และที่สำคัญถ้าเป็นการสั่งจองโดยเฉพาะต้องใช้เวลารอกันนานแรมปีเลยทีเดียว เพราะฉะนั้นมันจึงมีค่าเสียเวลาตามมาบวกกับถ้าเก็บไว้เป็นระยะเวลาที่เหมาะสมมูลค่าของมันก็จะยิ่งเพิ่มขึ้นตามกาลเวลาแบบทวีคูณ

 

ถ้าผู้ที่ต้องการจะซื้อไม่มีความรู้พอก็ควรเลือกซื้อที่ร้านของแบรนด์นั้น ๆ ตามศูนย์การค้าชั้นนำ เพื่อที่จะได้หลีกเลี่ยงการโดยหลอกเอาของปลอมมาขายจากผู้ไม่ประสงค์ดี และที่สำคัญการซื้อกระเป๋าแบรนด์เนมแต่ละใบควรคำนึงถึงงบประมาณในกระเป๋าตัวเองด้วย อย่าทำให้ตัวเองลำบากถ้างบยังไม่ถึงก็ค่อย ๆ เก็บหอมรอมริบไปความฝันไม่เกินความพยายามแน่นอน

 



tags : , , , ,


share share to facebook share to twitter

TipsDD ‘การลงทุนในกระเป๋าแบรนด์เนม’ ให้เวลาเพิ่มมูลค่าสินทรัพย์