การยุติการตั้งครรภ์
 
 
 

'The Cider House Rules'
ภาพยนตร์ชีวิตชวนฉุกคิด
เรื่อง
การยุติการตั้งครรภ์

 

‘I’m the best’
คือประโยคบอกเล่าง่ายๆ ที่ใช้อวดอ้างสรรพคุณส่วนตัวของเด็กกำพร้าคนหนึ่ง ซึ่งเติบโตมาในเซนต์คลาวด์ (St. Cloud) สถานรับเลี้ยงเด็กกำพร้าแถบชนบทของรัฐเมน เขตนิวอิงแลนด์ (New England) ทางตะวันออกเฉียงเหนือ ประเทศสหรัฐอเมริกา หนึ่งในฉากหลังสำคัญของ ‘The Cider House Rules’ ภาพยนตร์น้ำดีที่ออกฉายในปี ค.ศ.1999 โดยไม่เพียงแต่ในหนังเท่านั้น ประโยคที่ว่านี้ยังสะท้อนบทชีวิตอันน่าเศร้าของเด็กจำนวนหนึ่ง ที่พลาดเกิดมาลืมตาดูโลกท่ามกลางความไม่พร้อมของคนเป็นพ่อและแม่ ซึ่งเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่าในโลกแห่งความเป็นจริง

The Cider House Rules

The Cider House Rules คว้ารางวัลออสการ์ประจำปีเดียวกันกับที่ภาพยนตร์ออกฉาย โดยได้ไปครองทั้งหมด 2 รางวัล ในฐานะที่มีองค์ประกอบดีที่สุด 2 อย่าง คือ บทภาพยนตร์ดัดแปลงยอดเยี่ยม (Best Adapted Screenplay) ซึ่งได้รับแรงบันดาลใจจากนวนิยายในชื่อเดียวกัน และนักแสดงสมทบชายยอดเยี่ยม (Best Actor in a Supporting Role) จากฝีมือการแสดงสุดแนบเนียนของ Michael Caine ผู้รับบท หมอวิลเบอร์ ลาร์ช (Dr. Wilbur Larch) หมอใหญ่ที่ควบตำแหน่งผู้อำนวยการบ้านเด็กกำพร้า และอุทิศตนทำงานหนัก หวังผลักดันชีวิตที่ดูเหมือนไร้อนาคตของเหล่าเด็กกำพร้า ให้กลับมาดำเนินตามแสงสว่าง อย่างที่ ‘พ่อจำเป็น’ ปูทางไว้ให้ โดยบทบาทหมอผู้มากด้วยเมตตานี้ ยังถูกนำไปใช้ให้ความช่วยเหลือหญิงจำนวนมากที่เดินทางมายังเซนต์คลาวด์ เพื่อยุติการตั้งครรภ์

การทำแท้ง

การยุติการตั้งครรภ์ หรือ การทำแท้ง คือหนึ่งในประเด็นหลัก ที่มีการถกเถียงกันใน The Cider House Rules อย่างชวนฉุกคิด ผ่านความเห็นต่างของสองตัวละครหลัก คือ หมอลาร์ช และ โฮเมอร์ เวลส์ (Homer Wells) เด็กกำพร้าหนุ่มที่เติบโตมาภายใต้การเลี้ยงดู เสมือนเป็นงานศิลปะชิ้นเอกของหมอใหญ่ประจำบ้าน โดยหมอลาร์ชเฝ้าบ่มเพาะและถ่ายทอดความรู้ด้านการแพทย์ รวมถึงวิธียุติการตั้งครรภ์อย่างถูกต้องให้โฮเมอร์ เพื่อปั้นให้เด็กหนุ่มรับหน้าที่ดูแลสถานรับเลี้ยงเด็กกำพร้าแห่งนี้ต่อ ในวันที่เขาเองไม่สามารถทำหน้าที่นี้ต่อได้

แต่โฮเมอร์ไม่เห็นด้วยกับการทำแท้ง และปฏิเสธที่จะช่วยเหลือแม่ที่ตั้งครรภ์ไม่พร้อมด้วยวิธีดังกล่าวมาโดยตลอด สิ่งเดียวที่เขายินดีทำคือ การรักษาผู้ป่วยที่มาใช้บริการที่เซนต์คลาวด์บ้างเป็นครั้งคราว รวมถึงดูแลผู้ป่วยที่บาดเจ็บจากการทำแท้งเถื่อน ซึ่งมักโซซัดโซเซมาขอความช่วยเหลือจากหมอบ้านนี้เป็นประจำ ถึงกระนั้น โฮเมอร์ก็ไม่เคยเรียกตัวเองว่า ‘หมอ’ เลยแม้แต่ครั้งเดียว

“โฮเมอร์ ถ้าเธอหวังให้พวกเขารับผิดชอบ เธอต้องให้พวกเขาตัดสินใจด้วยว่าจะมีลูกหรือไม่”

ประโยคสะท้อนความรู้สึกเหลืออดจากหัวอกคนเป็นแพทย์ เมื่อหมอลาร์ชต้องลงมือทำพิธีศพให้เด็กสาวคนหนึ่ง ซึ่งเสียชีวิตจากการยุติการตั้งครรภ์ผิดวิธี โดยฝีมือหมอเถื่อนที่ไม่รู้ที่มา “ถ้า 4 เดือนก่อน ผู้หญิงคนนี้มาให้เธอทำแท้ง เธอคงไม่ทำใช่ไหม…และนี่คือผลของการไม่ทำ จึงมีไอ้โง่ที่ไหนสักคนซึ่งทำไม่เป็น มาทำให้”

หมอใหญ่ระบายอารมณ์กับโฮเมอร์ด้วยเห็นว่าผลของการไม่ยอมรับการยุติการตั้งครรภ์อย่างถูกวิธีให้หญิงที่ตั้งครรภ์ไม่พร้อม สุดท้าย หากไม่เกิดเหตุการณ์น่าเศร้าลักษณะนี้ เด็กที่เกิดมาคงไม่พ้นต้องกลายเป็นเด็กกำพร้า นั่งรอโอกาสในการอวดอ้างสรรพคุณ ‘I’m the best’  ให้ผู้ใจบุญเห็นใจและรับไปดูแล อย่างที่เด็กๆ ในเซนต์คลาวด์เฝ้าทำเป็นประจำ ขณะที่โฮเมอร์กลับมีความเห็นว่า วิธีที่ช่วยยุติปัญหาการท้องไม่พร้อม หรือการกระทำอันผิดศีลธรรมและผิดกฎที่สังคมเป็นผู้ตีกรอบไว้ ควรมาจาก ‘การคุมกำเนิด’  ซึ่งเป็นความรับผิดชอบที่พ่อแม่ของเด็กซึ่งถูกทำแท้งควรกระทำ

ผิดหรือถูก...ใครคือคนกำหนด
เมื่อผู้ใช้กฎไม่ได้เป็นคนตั้งกฎเอง

The Cider House Rules ยังใช้ประเด็นเรื่อง ‘ความรัก’ ตั้งคำถามกับการมีอยู่ของกฎต่างๆ ในสังคมอีกด้วย เริ่มที่ความรักของโฮเมอร์ ซึ่งเริ่มต้นขึ้นเมื่อเด็กหนุ่มตัดสินใจเดินทางออกจากสถานรับเลี้ยงเด็กกำพร้าอันห่างไกล สู่ตัวเมืองอย่างไร้จุดหมาย พร้อมกับวอลลี่ เวิร์ททิงตัน (Wally Worthington) ผู้กองหนุ่มที่พา แคนดี้ (Candy) คู่รักสาวขี้เหงามายุติการตั้งครรภ์ขณะท้องได้ 2 เดือน วอลลี่เสนอให้เขาไปทำงานที่ไร่แอปเปิลของครอบครัว ซึ่งมีทีมคนงานผู้อพยพผิวสีเป็นหัวเรือคุมการเก็บเกี่ยวผลิตอยู่แล้ว โดยหวังให้โฮเมอร์ช่วยดูแลแม่และคนรักอีกแรง ในระหว่างที่ตัวเขาเองถูกเรียกตัวไปราชการ

นอกจากจะสนุกสนานกับการเรียนรู้งานใหม่ๆ ในไร่แอปเปิลแล้ว ความฉลาดและช่างรู้ของโฮเมอร์ ก็ทำให้เขาสนิทสนมกับสาวขี้เหงาอย่างแคนดี้ได้ไม่ยาก โดยเธอเทียวมารับเด็กหนุ่มออกไปผจญโลกที่เขาไม่เคยสัมผัสอยู่เป็นประจำ จนกลุ่มคนงานซึ่งมีมิสเตอร์โรส (Mr. Rose) และโรส โรส (Rose Rose) ลูกสาวสุดรัก เป็นผู้นำทีมจับสังเกตได้ว่า หนุ่มหัวอ่อนต่อโลกอาจกำลังทำลายความไว้เนื้อเชื่อใจที่วอลลี่มอบให้ ในขณะที่โฮเมอร์เอง แม้จะรู้ดีว่าการกระทำที่ถลำลึกลงเรื่อยๆ เป็นเรื่องผิดศีลธรรม แต่ก็ไม่อาจห้ามใจตัวเองได้ แคนดี้ก็เช่นกัน

ภาพยนตร์ตั้งคำถามย้ำต่อความศักดิ์สิทธิ์ของกฎ ที่คอยคานน้ำหนักกับความรักที่ต้องหลบซ่อนของคนทั้งสอง ด้วยฉากถกเถียงเรื่องกฎการอยู่อาศัยในบ้านพักคนงาน ของไร่แอปเปิล ซึ่งติดอยู่บนฝาผนัง โดยไม่มีใครในบ้านพักรู้ความหมาย เพราะไม่มีคนงานคนใดเลยที่สามารถอ่านออกเขียนได้ แต่ความไม่รู้ยังไม่สำคัญเท่ากับความคิดของพวกเขาที่เชื่อเป็นทุนเดิมอยู่แล้วว่า ‘ไม่มีความจำเป็นใดๆ ที่ต้องเคารพกฎที่ตัวเองไม่ได้เป็นคนกำหนดขึ้น เพราะไม่มีวันที่คนตั้งกฎจะเข้าใจคนที่ต้องทำตามกติกาได้อย่างแท้จริง’

 

ศีลธรรมอันดีที่คอยตีกรอบความรักของโฮเมอร์และเเคนดี้ก็เช่นกัน ในที่สุดก็ไม่อาจกำกับชีวิตรักของผู้ใช้กฎอย่างคนทั้งสองได้ เพราะทั้งคู่เลือกที่จะฉีกมันเพื่อความสุขส่วนตัว แต่ข้อดีของศีลธรรมในเเง่ที่ทำให้คนเรารู้สึกละอายต่อการทำเรื่องไม่เหมาะสม ก็ยังพอมีประโยชน์อยู่บ้าง สะท้อนได้จากการที่เด็กหนุ่มและหญิงสาวยังคงเก็บงำความสัมพันธ์อันลึกซึ้งนี้ไว้ เป็นเรื่องที่รู้กันเพียง 2 คน

บทเรียนท้าทายศีลธรรมในใจโฮเมอร์

เมื่อฤดูเก็บเกี่ยวแอปเปิลเวียนมาถึง ทีมคนงานกลับมายังไร่ของครอบครัวเวิร์ททิงตันอีกครั้ง หลังเดินสายไปทำงานที่อื่น พร้อมข่าวร้ายที่ทุกคนในทีมรู้ดีแต่ไม่ใครอยากยุ่ง นั่นคือ การตั้งครรภ์ของโรส โรส ซึ่งโฮเมอร์จับสังเกตได้ทันทีที่เห็นอาการคล้ายคนแพ้ท้องของเธอ แต่ที่ร้ายกว่าคือ ทีมเก็บแอปเปิลต่างรู้กันดีว่า เด็กในครรภ์เกิดจากความสัมพันธ์อันลึกซึ้งระหว่างเธอกับมิสเตอร์โรส ผู้เป็นพ่อ

“ไม่ว่าเธอจะเลือกอะไร ฉันก็ช่วยได้ทั้งนั้น”  โฮเมอร์ยื่นข้อเสนอให้โรส โรส เมื่อตัวเองเริ่มสัมผัสได้ถึงความรู้สึกกระอักกระอ่วนใจ ของคุณแม่ที่ท้องไม่พร้อมมากขึ้นเรื่อยๆ และแล้ว การยุติการตั้งครรภ์ในบ้านพักคนงานของไร่แอปเปิลก็เกิดขึ้น ในคืนที่มิสเตอร์โรส ผู้เป็นพ่อของแม่เด็ก และเป็นพ่อของเด็กในท้อง ทรมานใจมากที่สุดในชีวิต

ภาพยนตร์ The Cider House Rules ไม่ได้เผยอย่างชัดเจน ว่าท้ายที่สุด การกลับมาสวมบทบาทคุณหมอจำเป็นอีกครั้งของ โฮเมอร์ เพื่อช่วยยุติการตั้งครรภ์ให้คุณแม่ที่ท้องไม่พร้อมเป็นครั้งแรก ด้วยความรู้สึกเห็นใจโรส โรส อย่างสุดซึ้ง ทำให้เขาปลดล็อคทางความคิดเกี่ยวกับสิ่งที่หมอลาร์ช พยายามให้เหตุผลเกี่ยวกับการทำแท้งมาตลอดทั้งชีวิตหรือไม่ แต่ทิ้งให้ผู้ชมคิดตามต่ออย่างแยบยล พร้อมหาคำตอบด้วยตัวเอง ว่า ศีลธรรมอันดีตามความคิดของคนหมู่มาก กฎระเบียบที่เป็นกรอบการใช้ชีวิตของคนในสังคม และการยุติการตั้งครรภ์ แท้จริงแล้ว...มีผลสัมฤทธิ์ในแง่ของการนำไปปรับใช้จริงมากน้อยเพียงใด  

 

แต่คงไม่มีใครปฏิเสธได้ว่า ทั้งกฎและศีลธรรม ล้วนมีส่วนสร้างสังคมให้น่าอยู่ และเป็นไปตามร่องรอยที่คนส่วนใหญ่คาดหวังไว้ หรือไม่จริง?

 

 

 

 
 


tags : , , , ,


share share to facebook share to twitter

TipsDD The Cider House Rules ภาพยนตร์ชีวิตชวนฉุกคิดเรื่องการยุติการตั้งครรภ์