อัลไซเมอร์

LIVING WITH ALZHEIMER'S
เธอกับฉันและอัลไซเมอร์...
เมื่อความทรงจำของเราไม่เท่ากัน

เราเคยเห็นข่าวและบทความที่แชร์กันในโลกออนไลน์ว่าประเทศไทยกำลังเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ แต่กลับไม่เคยเอะใจแม้แต่น้อยเพราะคิดว่าเป็นเรื่องไกลตัวมาตลอด ก็ใช่สิ...อายุของเรายังห่างไกลกับการใช้ชีวิตในสังคมผู้สูงวัย โดยเฉพาะเรื่องโรคภัยไข้เจ็บ ซึ่งแทบไม่คาดคิดว่าจะโคจรมาเจอกันเร็วขนาดนี้

แต่วันหนึ่งเรากลับจำเป็นต้องเรียนรู้และทำความเข้าใจกับการใช้ชีวิตร่วมกับผู้สูงอายุที่มีอาการสมองเสื่อมอย่างปฏิเสธไม่ได้

... เมื่อยายของเราป่วยเป็น “โรคอัลไซเมอร์”

.... แม่ของเราต้องมาดูแลผู้ป่วยอัลไซเมอร์

.... และเข้าใจดีที่สุดเมื่อยายพูดกับเราว่า

“เอ็งเป็นใคร?”

ผู้สูงอายุ

โรคอัลไซเมอร์ คือ อาการสมองเสื่อมประเภทหนึ่งที่มักเกิดขึ้นในผู้สูงอายุที่มีอายุ 65 ปีขึ้นไปหรือพบในคนที่ครอบครัวเคยมีประวัติป่วยเป็นโรคนี้เพราะสามารถถ่ายทอดทางพันธุกรรมได้ นอกจากนี้ยังพบปัจจัยเสี่ยงอื่นๆ ได้อีกคือ ผู้ป่วยจะเป็นเพศหญิงมากกว่าเพศชาย มักพบในคนที่อยู่อย่างสันโดษ ไม่มีครอบครัว สามารถพบอาการของโรคได้ในคนที่เคยประสบอุบัติเหตุร้ายแรงทางสมองและในคนที่ป่วยเป็นโรคอื่นๆ ที่มีปัจจัยเสี่ยงต่อการเป็นอัลไซเมอร์ ได้แก่ โรคอ้วน โรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูงและโรคไขมันในเลือดสูง

Alzheimer

อัลไซเมอร์เหมือนเงาที่ค่อยๆ กลืนตัวตนของผู้ป่วยอย่างช้าๆ และเงียบสงัด


เพราะไม่มีสัญญาณเตือนใดที่เด่นชัดเท่ากับการสังเกตจากคนรอบข้าง  เรายังจำตอนที่ยายค่อยๆ ลืมเรื่องราวไปทีละนิดได้ดี ผู้ป่วยที่เป็นโรคนี้จะโหยหาอดีต โดยส่วนใหญ่สามารถจดจำเรื่องราวย้อนหลังไปหลายสิบปีได้ ว่ามีชีวิตความเป็นอยู่อย่างไร แต่กลับจำเรื่องราวในปัจจุบันและ ณ วินาทีที่กำลังพูดคุยกันอยู่ไม่ได้เลย

ทุกวันคนในครอบครัวต้องนั่งคุยกับยายเพื่อช่วยรื้อฟื้นความทรงจำ แม้แกจะพูดซ้ำไปซ้ำมาเรื่องเดิมๆ ก็ต้องอาศัยความอดทน ความเข้าใจและไม่เบื่อที่จะสื่อสารกับผู้ป่วย การใจเย็นถือเป็นสิ่งสำคัญ อย่าพยายามหาเหตุผลจากการกระทำของผู้ป่วยโรคนี้ เราต้องเข้าใจว่าการกระทำและคำพูดของเขาที่อาจดูไร้เหตุผล มีอารมณ์ร้าย ก้าวร้าว ไม่เหมือนคนเดิมที่เราเคยรู้จัก มันไม่ได้เกิดขึ้นจากธรรมชาตินิสัยของเขา หากแต่เป็นเพราะว่าอาการป่วยนั่นเอง

นอกจากจะเห็นความเปลี่ยนไปของยายผู้เป็นโรคอัลไซเมอร์แล้ว เรายังสัมผัสได้ว่าแม่ ผู้ที่ต้องใช้เวลาตลอด 24 ชั่วโมงเพื่อดูแลยายอย่างใกล้ชิดไม่สดใสเหมือนเคย บางครั้งที่ยายมีอารมณ์ก้าวร้าวและแม่พยายามเตือนดีๆ ไม่ได้ผล ก็ต้องมีการงัดน้ำเสียงที่ดังกว่าเข้าปรามเพื่อให้เหตุการณ์สงบ หรือบางครั้งที่อาการของยายทรุดหนัก เราเห็นว่าแม่เอามือก่ายหน้าผากด้วยความเครียดจนถึงขั้นน้ำตาซึม

ใช่แล้ว....คนที่ดูแลผู้ป่วยอัลไซเมอร์
ก็ควรได้รับการดูแลบ้างเช่นกัน

สำหรับคุณ...คนที่ดูแลผู้ป่วยอัลไซเมอร์

นอกจากจะต้องทำความเข้าใจและรองรับอารมณ์ของผู้ป่วยอัลไซเมอร์แล้ว อยากให้คุณหันมาตรวจสอบอารมณ์ของตนเองบ้าง ลองใช้วิธีแปะมือเปลี่ยนให้คนอื่นในครอบครัวมาช่วยอยู่เป็นเพื่อนผู้ป่วยสัก 3-4 ชั่วโมง และใช้เวลาว่างนั้นเพื่อตัวเอง จะดูโทรทัศน์ อ่านหนังสือ ออกไปข้างนอก หรือทำกิจกรรมใดๆก็ตามที่ทำให้ได้รับพลังบวกก็สามารถช่วยให้รู้สึกผ่อนคลายขึ้นได้ หรือหากไม่มีสมาชิกในครอบครัวคอยช่วยเหลือล่ะก็ ลองใช้บริการของคุณหมอและพยาบาลที่มีความเชี่ยวชาญสามารถดูแลผู้ป่วยอัลไซเมอร์แบบชั่วคราวดูสิ นับว่าเป็นอีกวิธีการหนึ่งที่ช่วยให้คุณถอยออกมาสูดลมหายใจลึกๆ เพื่อสร้างพลังงานที่ดีได้เช่นกัน

อย่าเก็บปัญหาหรือความเครียดต่างๆ ไว้กับตนเอง ให้หาโอกาสแบ่งปันเรื่องราวของผู้ป่วยหรือความยากและอุปสรรคที่คุณต้องเผชิญให้แก่คนรอบตัวที่พร้อมรับฟังเสียบ้าง เชื่อเลยว่าการได้ระบายความเครียดออกมานับเป็นการปล่อยวางของคำตอบแห่งความทุกข์ใจได้เช่นกัน

“อยู่ด้วยกันอย่างเข้าใจ” ประเด็นนี้สำคัญมาก เราไม่อยากให้คุณคาดหวังกับผู้ป่วยอัลไซเมอร์และผลของการรักษาว่าจะต้องเป็นในทิศทางที่ดีขึ้น อยากให้คุณเข้าใจภาวะของโรคและธรรมชาติของผู้ป่วยอัลไซเมอร์ว่าเขาจะค่อยๆ ลืมไปทีละเรื่อง เป็นธรรมดาที่เขาจะเริ่มจำอะไรไม่ค่อยได้ ดังนั้นอย่าจมกับความผิดหวังและเสียใจหากวันหนึ่งคุณต้องกลายเป็น “ผู้ถูกลืม”

จะเห็นได้ว่า “จิตใจ” เป็นสิ่งสำคัญ การรู้จักจัดการกับความเครียดและสามารถรับมือกับความกดดันได้ เหมือนเป็นเกราะป้องกันที่แข็งแรงของทั้งตัวคุณเองและผู้ป่วยอัลไซเมอร์ สุดท้ายแล้วมันเป็นเรื่องที่น่ายินดีเหลือเกิน เพราะวันนี้คุณยังมีคนที่อยู่ให้รักและคอยดูแลกันและกัน คุณได้ทำในสิ่งที่น้อยคน จะมีโอกาสได้ทำ นั่นคือการ “ตอบแทนพระคุณ

ดังนั้น “อย่ารู้สึก “เสียดาย” หากวันนี้ได้ดูแลเขาด้วยความรักและความเข้าใจอย่างเต็มที่ แต่ว่าอีกฝ่ายกลับค่อยๆ สูญเสียตัวตน  เราเชื่อว่ามันคือสิ่งที่ดีที่สุดแล้วที่คุณและเขายังมีโอกาสได้นั่งมองหน้าและพูดคุยกัน หัวเราะและยิ้มไปพร้อมๆกัน แค่นี้มันก็ดีมากแล้วจริงๆ....”



tags : , ,


share share to facebook share to twitter

TipsDD Living with Alzheimer’s เธอกับฉันและอัลไซเมอร์