เลี้ยงลูกให้เป็นเด็กสองภาษา

Bilingual Children
‘เลี้ยงลูกให้เป็นเด็กสองภาษา’
ไม่ใช่เรื่องยาก

ปัจจุบันภาษาแม่ (Native Language) อย่างเดียว อาจไม่เพียงพอต่อการแข่งขันรอบด้านในสังคม คุณพ่อคุณแม่รุ่นใหม่จึงหันมาให้ความสำคัญกับการ ‘เลี้ยงลูกให้เป็นเด็กสองภาษา’ โดยภาษาที่ได้รับความสนใจนำมาสอนมากเป็นอันดับหนึ่งคงหนีไม่พ้น ‘ภาษาอังกฤษ’ แต่ติดตรงที่หลายบ้านยังคงไม่เข้าใจเทคนิคการปลูกฝังลูกอย่างถูกวิธี พลอยทำให้พ่อแม่ขาดความมั่นใจในการฝึกฝนลูกตามไปด้วย ลองให้เทคนิคที่หยิบมาฝากวันนี้เป็นตัวช่วยอีกแรง เผื่อบ้านไหนปิ๊งไอเดียในการผลักดันให้เจ้าตัวเล็กเป็นเด็กที่มีความฉลาดทางภาษามากขึ้น เพราะจากการศึกษาทางวิทยาศาสตร์พบว่า เด็กที่เติบโตมาแบบสองภาษาจะมีทักษะทางสังคม และการคิดที่ดีกว่าเด็กที่ใช้ภาษาแม่เพียงอย่างเดียว

ฝึกภาษาที่สองให้ลูกอย่างไรให้ได้ผล

เริ่มต้นปลูกฝังภาษาอังกฤษตั้งแต่ตอนตั้งครรภ์

จริงอยู่ที่การเรียนรู้ไม่มีคำว่าสายเกินไป แต่สำหรับการเลี้ยงลูกให้เป็นเด็กสองภาษาคุณพ่อคุณแม่ไม่ควรรีรอ เพราะเด็กๆ จะเรียนรู้ภาษาใหม่ๆ ได้ดีและซึมซับได้ไวที่สุดในช่วง 3 ขวบแรก คุณแม่จึงสามารถปลูกฝังภาษาอังกฤษและกระตุ้นพัฒนาการทางการได้ยินของเขาไปพร้อมๆ กัน ตั้งแต่ตอนตั้งครรภ์ได้ 9-18 สัปดาห์ เนื่องจากเป็นช่วงเวลาที่เซลล์ประสาทซึ่งใช้ประมวลผลการฟังของทารกกำลังพัฒนา โดยมีวิธีการง่ายๆ อย่างการเปิดเพลงสากลให้ฟัง ตลอดจนเล่านิทานและพูดคุยภาษาอังกฤษกับเขาเป็นประจำเพื่อให้ลูกคุ้นชินกับสำเนียง

ฝึกภาษาอังกฤษผ่านการสร้างปฏิสัมพันธ์

สถาบันวิทยาศาสตร์เพื่อการเรียนรู้และสมอง หรือ Institute for Learning & Brain Sciences (I-LABS) มหาวิทยาลัยวอชิงตัน เมืองซีแอตเทิล รัฐวอชิงตัน สหรัฐอเมริกา ได้ทดลองให้เด็กทารกวัย 9.5 เดือน 2 กลุ่ม เรียนรู้ภาษาที่สองด้วยวิธีการที่แตกต่างกัน โดยกลุ่มที่หนึ่งให้เรียนรู้ภาษาจีนแมนดารินผ่านการเล่นของเล่น พูดคุย และหยอกล้อกับเจ้าของภาษาวันละ 25 นาที ตลอดระยะเวลา 17 เดือน ส่วนอีกกลุ่มให้เรียนภาษาเดียวกัน ในระยะเวลาที่เท่ากัน ผ่านการดูสื่อและฟังเพลง จากนั้นลองนำเด็กทารกทั้ง 2 กลุ่มเข้าทดสอบความสามารถในการจำแนกเสียง พบว่าเด็กกลุ่มแรกสามารถแยกแยะเสียงภาษาจีนแมนดารินได้ดีเทียบเท่ากับเด็กทารกชาวไต้หวันวัยเดียวกัน ซึ่งเรียนรู้ภาษาดังกล่าวมาตั้งแต่กำเนิด ส่วนเด็กทารกอีกกลุ่มไม่สามารถแยกแยะเสียงของภาษาใหม่ที่ได้เรียนรู้ไปได้

จากผลการศึกษาเห็นได้ชัดว่า จุดเริ่มต้นที่ทำให้เด็กทารกเรียนรู้ภาษาที่สองได้ดีคือ ‘การจ้องมอง’ แต่ต้องเป็นการจ้องมองที่เอื้อให้เด็กได้ ‘สร้างปฏิสัมพันธ์’ กับสิ่งที่อยู่ตรงหน้า เช่น การเล่น หยอกล้อ และโต้ตอบกันไปมากับเจ้าของภาษา หรือแม้แต่โต้ตอบกับพ่อแม่ที่พูดภาษาที่สองเอง เทคนิคนี้จะช่วยให้เด็กถอดรหัสภาษาใหม่ๆ ได้ดีและรวดเร็ว คล้ายรูปแบบการสื่อสารที่เราเรียกกันว่า การสื่อสารแบบ 2 ทาง (Two-Way Communication) โดยพ่อแม่สามารถสังเกตพัฒนาการทางการเรียนรู้ของลูกได้ผ่านอากัปกิริยาที่เขาแสดงออกมา ไม่ว่าจะเป็นการหัวเราะ การส่ายตัวไปมา การโบกมือเพื่อคว้าสิ่งที่อยู่ตรงหน้า เป็นต้น

ฝึกภาษาอังกฤษผ่านกิจกรรมในชีวิตประจำวัน

การฝึกภาษาอังกฤษผ่านกิจกรรมต่างๆ ในชีวิตประจำวัน เป็นวิธีที่ช่วยให้เด็กๆ ซึมซับภาษาที่สองได้ดีที่สุด เพราะนอกจากจะไม่ทำให้เขารู้สึกถูกยัดเยียดให้ต้องเรียนรู้ ยังทำให้เด็กๆ มีความมั่นใจในการใช้ภาษาอังกฤษสื่อสารในชีวิตจริงอีกด้วย ยิ่งบ้านไหนมีคุณพ่อ คุณแม่ หรือสมาชิกคนอื่นๆ ที่พูดภาษาอังกฤษได้ดีอยู่แล้วยิ่งได้เปรียบ โดยหนังสือ ‘เด็กสองภาษา พ่อแม่สร้างได้’ ของพงษ์ระพี เตชพาหพงษ์ (ผู้ใหญ่บิ๊ก) แนะนำไว้ว่า ทางบ้านควรเลือกให้สมาชิกคนใดคนหนึ่งสื่อสารกับลูกเป็นภาษาอังกฤษเพียงอย่างเดียว เพื่อไม่ให้เจ้าตัวเล็กเกิดความสับสน อีกทั้งเด็กที่เติบโตมาในบ้านที่พ่อแม่พูดภาษาต่างกัน จะสามารถเรียนรู้ทั้งสองภาษาได้เองตามธรรมชาติ

การฝึกให้ลูกพูดภาษาอังกฤษในชีวิตประจำวัน เริ่มต้นจากการสอนให้เขาจดจำคำศัพท์และรูปประโยคง่ายๆ เช่น คำศัพท์เกี่ยวกับสี สัตว์ สิ่งของ รวมถึงประโยคทักทาย และประโยคคำถามสั้นๆ ที่ใช้เพียง Yes หรือ No ในการตอบ เมื่อลูกเริ่มจดจำคำศัพท์และรูปแบบของคำถามต่างๆ ได้ คุณพ่อคุณแม่อย่าลืมทดสอบความเข้าใจของลูกด้วยการตั้งคำถามให้เขาตอบสนองต่อคำถามต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น Where is …(Green)...? หรือ Which one is ...(Cat)...? หากเจ้าตัวเล็กยังพูดไม่คล่องเขาจะตอบสนองด้วยการเดินไปหยิบหรือชี้สิ่งของนั้นๆ บนหน้าหนังสือแทน พอโตขึ้นอีกหน่อยค่อยเปลี่ยนเป็นการตั้งคำถามปลายเปิดให้ลูกได้ตอบเป็นประโยคบอกเล่า อย่าง What is this? หรือ What do you think about that? เป็นต้น

ฝึกให้ลูกคิดเป็นภาษาอังกฤษ

สิ่งสำคัญในการสอนให้ลูกเป็นเด็กสองภาษาคือการฝึกกระบวนการคิดของเขา โดยให้คิดเป็นภาษาอังกฤษตั้งแต่แรกแล้วสื่อสารออกมาได้ในทันที ไม่ต้องคิดเป็นภาษาไทยก่อนแล้วค่อยถอดรหัสเป็นอีกภาษา เพราะจะทำให้ลูกขาดความมั่นใจในการสื่อสารจนกลายเป็นเด็กที่มีบุคลิกเชื่องช้าไปโดยปริยาย

เทคนิคการปลูกฝังให้ลูกคิดเป็นภาษาอังกฤษเบื้องต้นคือ พยายามสื่อสารกับเขาด้วยภาษานั้นๆ โดยไม่ต้องแปลความหมายให้ฟัง เเน่นอนว่าในช่วงแรกๆ เจ้าตัวเล็กจะงงงวยและไม่เข้าใจว่าคุณพ่อคุณแม่กำลังพูดอะไร ปัญหานี้แก้ไขได้ด้วยวิธีการใช้ภาษากายและการสาธิตเข้าช่วย อย่างเวลาสอนคำศัพท์ Cat ให้ชี้ไปที่รูปแมว แทนการบอกลูกตรงๆ ว่า Cat แปลว่า แมว หรือ เวลาสอนแต่งตัวก็ให้อธิบายขั้นตอนเป็นภาษาอังกฤษแล้วทำท่าทางประกอบเพื่อกระตุ้นความเข้าใจ รวมถึงจดจำคำศัพท์ รูปประโยค และสำเนียงไปในตัว

พ่อแม่ไม่เก่งภาษาจะฝึกให้ลูกเป็นเด็กสองภาษาได้ไหม

ทำได้แน่นอน หากบ้านไหนมีความตั้งใจในการพัฒนาทักษะทางภาษาอย่างจริงจัง โดยให้คุณพ่อคุณแม่ใช้ตัวเองนี่แหละเป็นหนูทดลองและเริ่มเรียนรู้ไปพร้อมกับลูก จากประสบการณ์สุดอบอุ่นของคุณแม่ท่านหนึ่งที่แชร์ไว้ในเว็บไซต์พันทิปเล่าว่า เริ่มต้นฝึกภาษาไปพร้อมกับลูก โดยคุณแม่จะศึกษาประโยคที่ใช้สื่อสารในชีวิตจริงทีละ 10 ประโยค จดจำให้ขึ้นใจ แล้วนำมาโต้ตอบกับลูกคล้ายการเล่นเกมถามตอบ เมื่อลูกสื่อสารด้วยชุดประโยคดังกล่าวจนคล่องแคล่วแล้ว คุณแม่จึงหันไปศึกษาชุดประโยคใหม่ๆ เพิ่มเติม แล้วนำมาสอนลูกต่อ ไม่นานเกมดังกล่าวก็ได้กลายมาเป็นกิจกรรมสนุกๆ ของบ้านไปโดยปริยาย หากมีใครพูดผิด อีกฝ่ายก็จะช่วยแนะนำและเตือนความจำให้กันและกัน นอกจากนี้ ยังมีเทคนิคอื่นๆ ที่ช่วยให้ทั้งครอบครัวได้ฝึกทักษะทางภาษาร่วมกันและสร้างความคุ้นเคยกับสำเนียงเจ้าถิ่นอีกมากมาย เช่น ฝึกร้องเพลงภาษาอังกฤษด้วยกัน ดูภาพยนตร์ Soundtrack แบบไม่เปิดคำบรรยาย

ส่วนเรื่องระยะเวลาในการฝึกฝนให้เห็นผลต้องขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็นความถี่และความเข้มข้นในการฝึกฝน ตลอดจนความรู้ความสามารถในการสื่อสารภาษาอังกฤษของพ่อแม่ แน่นอนว่าครอบครัวที่สื่อสารกันด้วยภาษาอังกฤษอย่างคล่องแคล่วเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว ลูกจะซึมซับและเรียนรู้ภาษาที่สองได้รวดเร็วกว่า แต่สำหรับบ้านที่พ่อแม่เพิ่งเริ่มเรียนรู้ภาษาอังกฤษ ลองฝึกพูดกับลูกอย่างน้อยวันละ 25 นาที -1 ชั่วโมง รับรองได้เลยว่าแม้จะเห็นผลช้ากว่า แต่เห็นผลดีขึ้นแน่นอน

 

 

 



tags : , , ,


share share to facebook share to twitter

TipsDD Bilingual Children ‘เลี้ยงลูกให้เป็นเด็กสองภาษา’ ไม่ใช่เรื่องยาก