สูงวัยติดโซเชียล

ไม่อยากเห็นสวัสดีวันจันทร์
กับพฤติกรรมสูงวัยติดโซเชียล

‘สวัสดีวันจันทร์ ขอให้เป็นวันที่ดี’

ไม่แน่ใจว่าข้อความอวยพรในเช้าวันแรกของสัปดาห์จากเหล่าสว. (สูงวัย) ในกลุ่มไลน์ของครอบครัวจะช่วยทำให้ลูกหลานรู้สึกเบื่อวันจันทร์น้อยลงหรือไม่ ?

สืบเนื่องจากความอัดอั้นตันใจที่ไม่รู้จะหาทางออกอย่างไรดี เมื่อพ่อแม่หรือคนรุ่นปู่ย่าตายาย หันมาใช้งานโซเชียลมีเดีย (Social Media) มากขึ้นและมีพฤติกรรมเปลี่ยนไป จนทำให้หลายคนต้องขอพึ่งความคิดเห็นจากคนบนโลกออนไลน์ ด้วยวิธีการตั้งกระทู้ถาม-ตอบ ซึ่งแน่นอนว่ามีบรรดาลูกหลานที่ต้องเผชิญกับปัญหาเดียวกัน เข้ามาแสดงความคิดเห็นอย่างออกรสชาติไม่น้อยทีเดียว

“แม่ติดเฟซบุ๊กหนักมาก โลกโซเชียลทำให้แม่เปลี่ยนไป’’

“พ่อแม่ใครติดโทรศัพท์แล้วเปลี่ยนไปบ้าง”

“พ่อแม่ติดเล่นไลน์ เล่นเฟซบุ๊กเหมือนเด็กเลยทำยังไงดี”

แสดงให้เห็นว่ากลุ่มผู้สูงวัย เป็นผู้ใช้งานโซเชียลมีเดียที่ต้องได้รับการดูแลอย่างใกล้ชิดไม่แพ้วัยเด็กเลยทีเดียว เพราะพวกเขามักถูกข้อความบนโลกออนไลน์หลอกได้ง่ายๆ ทั้งยังมีอารมณ์ร่วมไปกับเรื่องราวของคนอื่นที่ถูกส่งต่อมาโดยขาดวิจารณญาณ

นี่จึงเป็นจุดอ่อนที่ลูกหลานต้องคอยจับตามองการใช้งานโซเชียลมีเดียของเหล่าผู้สูงวัยใกล้ตัว เพราะผู้ใหญ่บางคนมองเห็นว่า บนโซเชียลมีเดียเปรียบเสมือนโลกอีกใบหนึ่ง ทำให้เขามีสังคมซึ่งสามารถติดต่อกับเพื่อนหรือคนรู้จักที่ขาดการติดต่อไปนาน ทั้งยังได้รับคำชมเชย และมีคนคอยกดส่งหัวใจให้บ่อยๆ สิ่งเหล่านี้เป็นความสุขเพียงชั่วคราว ที่ทำให้ผู้สูงวัยหลายคนไม่สามารถวางมือจากโทรศัพท์และแท็บเล็ต (Tablet) ได้เลย

การได้รับความยอมรับในโลกโซเชียล แต่กลับขาดความรักและความอบอุ่นจากลูกหลานในชีวิตจริง ทำให้ความรู้สึกลึกๆ ของผู้สูงวัย มีความ ‘ขาด’ ซึ่งถ้าคุณกำลังปล่อยให้ผู้ใหญ่ในบ้านอยู่กับเครื่องมือสื่อสารตลอดทั้งวัน แน่นอนว่าเขาจะเสพติดจนไม่สามารถขาดมันได้ และหากต้องตกอยู่ในสถานการณ์ที่ไม่สามารถใช้งานโทรศัพท์มือถือได้ บางคนจะมีอารมณ์ฉุนเฉียว รู้สึกว่าตัวเองโดดเดี่ยว ไม่ได้รับการยอมรับ และในรายที่มีอาการฟุ้งซ่านมากๆ ก็สามารถตกอยู่ในภาวะของโรคซึมเศร้าโดยไม่รู้ตัว

คุณลูกต้องเจอแน่ๆ เมื่อพ่อแม่เล่นโซเชียล

เมื่อพ่อแม่เล่นเฟซบุ๊ก (Facebook) และส่งคำขอเป็นเพื่อนมา ทันทีที่กดตอบรับเท่านั้นก็พาลทำให้คุณแอบไม่พอใจ ว่าทำไมต้องนำเรื่องราวและรูปภาพส่วนตัวของคุณที่แทบจะไม่ผ่านแอปพลิเคชันแต่งรูปอะไรเลยมาโพสต์ลงสาธารณะด้วย

พฤติกรรมนี้มีคำตอบ :

งานวิจัยชิ้นหนึ่งบอกว่า พฤติกรรมที่เหล่าผู้ปกครองชอบโพสต์เรื่องราวความสำเร็จของลูก ไม่ว่าจะเป็น วันสำเร็จการศึกษา รูปขณะทำกิจกรรมของโรงเรียน ใบประกาศนียบัตรต่างๆ มาจากความรู้สึกที่เรียกว่า ‘ภาคภูมิใจ’ เพราะเป็นสิ่งที่แสดงว่าพวกท่านสามารถเลี้ยงดูลูกได้เป็นอย่างดี เปรียบเสมือนผู้อยู่เบื้องหลังความสำเร็จของลูกทั้งในด้านการเรียนและการงาน ซึ่งหากมองในมุมของการศึกษาพฤติกรรม เราเรียกอาการนี้ว่า ‘Humblebrag’ อธิบายง่ายๆ คือคล้ายกับการอวด แต่ใช้วิธีแบบถ่อมตัว ซึ่งในสถานการณ์นี้คือ ไม่ได้บอกว่าเป็นความสำเร็จหรือผลงานของตัวเองโดยตรง แต่ก็มีวัตถุประสงค์เพื่อนำเสนอความภาคภูมิใจของตนเองให้ผู้อื่นรับรู้เช่นกัน

ข้อความอวยพรนับสิบข้อความ พร้อมภาพประกอบที่เหมือนยกดอกไม้มาทั้งสวนที่ส่งมาเป็นประจำทุกเช้า ยังไม่รวมถึงคำคมและคำสอนทางพระพุทธศาสนาที่เต็มกลุ่มไลน์ จนทำให้คุณอดสังสัยไม่ได้ว่า ทำไมผู้ใหญ่ถึงชื่นชอบข้อความที่ราวกับอยู่ในทุ่งลาเวนเดอร์เหล่านั้นได้  

พฤติกรรมนี้มีคำตอบ :

ต้องทำความเข้าใจกันก่อนว่า วัยผู้ใหญ่จนถึงผู้สูงวัยเป็นกลุ่มคนที่ผ่านร้อนผ่านหนาวเยอะพอสมควร ดังนั้นจึงไม่แปลกที่พวกเขาจะต้องการใช้ชีวิตช่วงบั้นปลายอย่างสงบสุข สอดคล้องกับหลายงานวิจัยที่ทำการทดสอบความสุขของผู้สูงวัย ผลการทดสอบมักออกมาในทิศทางเดียวกันว่า พวกเขาต่างก็มีความสุขดีกับปัจจุบัน

ดังนั้นจึงเลือกส่งต่อคำอวยพรหรือข้อคิดและคำคมดีๆ ไปยังลูกหลาน เพื่อหวังให้คนที่เขาปราถนาดีมีความสุขเช่นกัน นอกจากนี้ภาพดอกไม้ สัตว์เลี้ยง และทิวทัศน์ธรรมชาติ ก็เป็นภาพที่ผู้สูงวัยมองแล้วสบายตา โดยจากงานวิจัยพบว่า พวกเขาใช้เวลามองภาพกลุ่มดังกล่าวได้นานกว่าภาพที่สื่อความหมายไปในทางลบ อย่างเช่น ภาพการต่อสู้ ภาพบาดแผล หรือการนองเลือด

พ่อแม่ชอบส่งข้อความเข้ามาในกลุ่มไลน์ มีลักษณะคล้ายกับฟอร์เวิดเมล (Forward Mail) เป็นข้อความยาวมาก ซึ่งส่วนใหญ่เป็นบทความที่ไม่น่าเชื่อถือ ขาดแหล่งที่มาและส่งต่อเป็นลูกโซ่ ข่าวจริงบ้าง ปลอมบ้าง แต่เหล่าผู้สูงวัยในกลุ่มไลน์ไม่สามารถกรองได้เลย เน้นส่งต่อเพื่อความรวดเร็วอย่างเดียว

พฤติกรรมนี้มีคำตอบ :

สำหรับพ่อแม่ หรือเหล่าผู้สูงวัยซึ่งเกิดในยุคเบบี้บูมเมอร์ (Baby Boomer) ที่สมัยนั้นแทบจะไม่มีข่าวเท็จเลย เนื่องจากสารที่ถูกเผยแพร่ออกมาจะต้องถูกคัดกรองโดยรัฐบาลหรือสื่อที่ทำงานอย่างรอบคอบ อีกทั้งคนในยุคนั้นยังเป็นเพียงแค่ผู้รับสารอย่างเดียวเท่านั้น พื้นที่ในการแสดงความคิดเห็นของพวกเขาไม่ได้มีเยอะ และไม่สามารถเข้าถึงง่ายอย่างในยุคเรา จึงไม่แปลกที่เหล่าผู้สูงวัยจะเข้าใจว่าข้อความที่ส่งต่อกันมาทางไลน์ มาจากแหล่งข่าวที่สามารถเชื่อถือได้ นอกจากนี้บางคนยังไม่เข้าใจภาพตัดต่อล้อเลียน หรือมุกตลกบนโซเชียลว่าเป็นเพียงแค่เรื่องล้อเล่น ดังนั้นจึงต้องเป็นหน้าที่ของลูกหลานที่ต้องคอยอธิบายอย่างใจเย็น เพื่อให้เกิดความเข้าใจที่ถูกต้อง

แล้วเราจะรับมือกับสูงวัย 4.0 อย่างไร ?

ถ้าหากว่าโซเชียลมีเดียได้กลายเป็นความสุขที่เหล่าผู้สูงวัยกำลังตามหา การสั่งห้ามไม่ให้พวกเขาเข้าถึงสิ่งเหล่านี้เลย ก็ไม่น่าจะใช่ทางออกที่ดีอย่างแน่นอน หากคุณได้ลองพูดคุยแบบเปิดใจ ค่อยๆ อธิบายให้เหตุถึงโทษและประโยชน์ของการสื่อสารในรูปแบบนี้มาหลายครั้งแล้ว แต่ยังไม่เห็นผลเท่าไหร่นัก

ลองใช้วิธีค่อยๆ สอนเทคนิคการใช้งานแอปพลิเคชันต่างๆ อย่างถูกวิธี ซึ่งเมื่อคุณลงมือสอนพวกท่านด้วยตัวเอง ก็ถือว่าเป็นการใช้เวลาทำกิจกรรมร่วมกันในครอบครัว สร้างความใกล้ชิดยิ่งขึ้น อีกทั้งยังได้มีโอกาสสอดส่องพฤติกรรมการใช้โซเชียลมีเดียของพวกท่านอีกด้วย

ส่วนใครที่ยังพอมีเวลาในวันหยุดและอยากลดเวลาการใช้งานโซเชียลมีเดียของผู้สูงวัยใกล้ตัว ขอแนะนำให้จูงมือกันออกไปทำกิจกรรมอย่างอื่นนอกบ้านดูบ้าง เช่น ดึงดูดความสนใจด้วยการชวนไปรับประทานอาหารที่ร้านประจำ หรือพูดคุยเพื่อสร้างปฏิสัมพันธ์กันแบบได้มีโอกาสมองตากันตรงๆ แน่นอนว่าจะต้องเป็นทางออกที่ดีกว่าการสนทนาผ่านข้อความบนหน้าจออย่างแน่นอน

มองภาพสวัสดีวันจันทร์พร้อมกับความสุขเล็กๆ

ท้ายที่สุดการได้รับข้อความสวัสดีวันจันทร์ในตอนเช้าจากกลุ่มไลน์ครอบครัว อาจไม่ใช่เรื่องแย่อย่างที่คิดก็ได้ ถ้านั่นหมายถึงความสุขเล็กๆ น้อยๆ ในวัยบั้นปลายชีวิตของคนที่เลี้ยงดูคุณมาตั้งแต่เด็ก

และถ้าหากกำลังรู้สึกรำคาญหรือหงุดหงิดใจกับข้อความแจ้งเตือนจำนวนมหาศาล ทางออกง่ายๆ เลยคือ คุณไม่จำเป็นต้องฝืนตัวเองเพื่ออ่านทุกตัวอักษร ขอแค่กดส่งสติกเกอร์ไปสักหนึ่งตัวเพื่อแสดงว่าคุณกำลังอยู่ตรงนี้กับพวกท่านก็พอ

มันก็คงเหมือนกับตอนเรายังเป็นเด็ก ที่ไม่ว่าจะถามคำถามเดิมๆ กี่ครั้ง ส่งเสียงร้องแงแงอย่างไร้เหตุผลสักกี่หน แต่คนที่พร้อมจะอยู่ข้างๆ ซึ่งเราสามารถหันไปมองเห็นได้เสมอ ก็คือพวกเขาเหล่านั้นแหละ

 

 

 



tags : , ,


share share to facebook share to twitter

TipsDD ไม่อยากเห็นสวัสดีวันจันทร์ กับพฤติกรรมสูงวัยติดโซเชียล