สายใยรักจากแม่

สายใยรักจากแม่
ความสัมพันธ์ที่ไม่มีวันขาด

บรรยากาศอบอวลไปด้วยความอบอุ่นจากกลิ่นไอรักระหว่างแม่และลูก ของช่วงเดือนสิงหาคม กลายเป็นเรื่องธรรมดาไปแล้วสำหรับประเทศไทย ประเทศที่ให้ความสำคัญกับสถาบันครอบครัวและแนวคิดเรื่องความกตัญญูคู่สังคม แต่สิ่งที่ไม่เคยธรรมดาเลยไม่ว่าคุณจะอยู่ในสังคมไหนๆ หากมีความใกล้ชิดกับแม่เป็นทุนเดิมอยู่แล้ว ย่อมสัมผัสได้ถึงวลียอดฮิตที่แม้จะดูเป็นนามธรรม แต่ยังคงเติมเต็มหัวใจของลูกได้เสมอ อย่างวลีที่ว่า ‘สายใยรักจากแม่ไม่มีที่สิ้นสุดไม่ว่าลูกจะอยู่ที่ใด’

สายใยรักจากแม่ในแง่วิทยาศาสตร์

ผลการศึกษาเกี่ยวกับสายใยรักระหว่างแม่และลูก จากครอบครัวตัวอย่าง 35 ครอบครัว ซึ่งล้วนมีความสัมพันธ์ที่สมบูรณ์แบบ โดย Fumiko Hoeft รองศาสตราจารย์ด้านจิตเวชศาสตร์แห่งมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย ในเมืองซานฟรานซิสโก ของสหรัฐอเมริกา ระบุว่า สายใยรักจากแม่เกิดขึ้นตั้งแต่วินาทีแรกที่ผู้หญิงสัมผัสได้ถึงความรู้สึกของการเป็นแม่

โดยเมื่อเปรียบเทียบความสัมพันธ์ระหว่างสมาชิกในครอบครัวแล้ว พบว่า สายใยรักระหว่างแม่กับลูกสาว จัดเป็นความสัมพันธ์ที่มีความเหนียวแน่นและเข้มแข็งที่สุด สังเกตได้จากสมองส่วนที่ควบคุมอารมณ์ของทั้งคู่ ที่มีลักษณะคล้ายคลึงกัน ซึ่งทั้งสายใยระหว่างพ่อและลูกชาย หรือแม้แต่แม่และลูกชาย ก็ไม่อาจสู้สายใยสุดแน่นแฟ้นของทั้งคู่ได้

 

รองศาสตราจารย์ Hoeft ให้เหตุผลในประเด็นนี้ว่า ความสัมพันธ์ระหว่างสมาชิกคู่อื่นในครอบครัวอยู่บนพื้นฐานของความรักก็จริง แต่ยังคงขาดความเข้าใจและการใส่ใจซึ่งกันและกันที่มากพอ แม้พ่อและลูกชายจะอยู่ในเพศสภาพเดียวกัน แต่ยังคงมีรูปแบบการแสดงออกถึงความรักในแบบแมนๆ และมีกำแพงต่อกันบ้าง ต่างจากคู่ของคุณแม่และลูกสาว ที่ส่วนใหญ่มักมีความเข้าอกเข้าใจกันในทุกประเด็น ชนิดที่ว่าแค่มองตาก็รู้ใจ ซึ่งเป็นอิทธิพลของสมองส่วนควบคุมอารมณ์ ทำให้รับรู้ความรู้สึกของกันได้ดีเป็นพิเศษ

นอกจากนี้ อิทธิพลของสายใยรักจากแม่ ยังสามารถส่งต่อความรู้สึกนึกคิดด้านอคติต่างๆ ไปสู่ลูกสาวได้ จึงเป็นไปได้สูงที่แม่อาจเผลอฝากความคิดในแง่ลบ หรือแม้แต่อารมณ์ความรู้สึกในด้านมืดให้กับลูกสาวโดยไม่รู้ตัว จนเกิดเป็นความเชื่อที่ว่า ‘พ่อแม่เป็นอย่างไร ลูกก็เป็นอย่างนั้น’ อย่างไรก็ตาม โชคดีที่ยังมีความเชื่ออีกอย่างช่วยหักล้างคำกล่าวข้างต้นได้ นั่นคือ ‘ความเชื่อเรื่องการปลูกฝังลูก’ ผ่านการปฏิวัติตัวพ่อแม่ให้เป็นตัวอย่างที่ดีแทน แต่ใช่ว่า สมองส่วนควบคุมอารมณ์ของแม่และลูกสาว จะมีประโยชน์แค่เรื่องการแสดงออกถึงความผูกพันเท่านั้น มันยังช่วยชี้วัดได้ด้วยว่า ลูกสาวมีโอกาสป่วยเป็นโรคทางจิตเวช เช่น โรคซึมเศร้าได้ หากผู้เป็นแม่เคยมีอาการมาก่อน

สายใยรักจากแม่ในแง่ความเชื่อ

คนส่วนใหญ่เชื่อว่าแม่และลูกผูกพันรักใคร่กันมาตั้งแต่อยู่ในครรภ์ โดยเป็นสายสัมพันธ์ที่แนบแน่นและยาวนานขึ้นเมื่อลูกคลอดออกมาลืมตาดูโลก กระทั่งเขาเติบโตขึ้นเป็นผู้ใหญ่ในสังคม มันก็ยังคงไม่เลือนหายไป ซึ่งสายใยรักที่ว่านี้ ไม่เพียงเกิดจากอารมณ์ความรู้สึก แต่ยังมีอวัยวะส่วนหนึ่งที่เชื่อกันว่า เป็นสื่อกลางระหว่างความรักของแม่และลูก

สายสะดือสื่อความรัก

เมื่อคุณแม่ตั้งครรภ์จะมีสายสะดือเป็นสื่อกลางส่งต่อลมหายใจให้เจ้าตัวเล็ก เพราะสายสะดือคือเส้นทางในการลำเลียงออกซิเจนและสารอาหารไปให้ลูกน้อย ใช้ในการเจริญเติบโตตามอายุครรภ์ เมื่อถึงกำหนดวันลืมตาดูโลก แพทย์จะตัดสายสะดือของทั้งคู่ให้ขาดจากกัน เป็นสัญญาณบ่งบอกว่า ถึงเวลาแล้ว ที่ลูกต้องเริ่มหายใจด้วยตัวเอง แต่การแยกจากกันในครั้งนั้น ไม่สามารถตัดสายใยรักของทั้งคู่ให้ขาดจากกันได้ กลับกลายเป็นการเริ่มต้นความสัมพันธ์ ที่ต้องเป็นไปอย่างประคับประคองในอีกรูปแบบหนึ่ง

 

สมัยโบราณ แม่ส่วนใหญ่มีความเชื่อว่า สายสะดือคือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ที่ช่วยปกปักรักษาให้ลูกรอดพ้นจากพยันตรายต่างๆ ได้ จึงนิยมนำสายสะดือและรกที่ตัดออกจากกันแล้วไปตากแห้ง แล้วเก็บใส่ห่อกระดาษหรือกล่องป้องกันความชื้นไว้อย่างดี รอเวลานำมาฝนเป็นยาผสมน้ำให้ลูกดื่มเมื่อยามเจ็บไข้ได้ป่วย ซึ่งทางภาคเหนือของไทยยังมีความเชื่ออีกว่า การนำสะดือตากแห้งของลูกแต่ละคนมาฝนรวมกัน แล้วผสมน้ำให้พี่น้องท้องเดียวกันได้ดื่ม จะช่วยกระชับความสัมพันธ์ให้แน่นแฟ้น กลมเกลียวยิ่งกว่าเดิม โดยเป็นความเชื่อที่ไม่เพียงนิยมในประเทศไทย แต่ยังมีแพร่หลายในต่างประเทศด้วย อย่างไรก็ตาม วิวัฒนาการของการแพทย์สมัยใหม่ ได้มีส่วนลดทอนความศรัทธาในเรื่องนี้ลง ด้วยเกรงว่าเชื้อโรคและสิ่งสกปรกที่ติดมากับสะดือตากแห้ง จะเป็นอันตรายกับเด็กที่ดื่มกินเข้าไป กลายเป็นค่านิยมที่เหลือไว้แต่ การเก็บสะดือตากแห้งไว้เป็นของขวัญให้ลูก ในยามที่เขาเติบโต เป็นสัญลักษณ์แทนสายใยรักจากแม่ ที่จะมีให้ลูกตลอดไป

สายใยรักจากแม่ยังมั่นคง
แม้ทั้งสองไม่ได้รักกัน

 

สถานการณ์เช่นนี้ไม่เพียงเห็นได้ตามเค้าโครงนวนิยายหรือละครดัง แต่ในโลกหลังม่านการแสดงมีหลายคนพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า มันคือเรื่องจริง! พ่อคนหนึ่งเล่าถึงความเจ็บแค้นใจ จากการถูกภรรยาทิ้งไปมีสามีใหม่ ทำให้เขาต้องรับภาระเลี้ยงลูกเพียงลำพัง โดยมีเพียงครั้งเดียวที่เขาและลูกมีโอกาสวนเวียนไปเจอกับภรรยาเก่าโดยบังเอิญ จึงแกล้งทำเป็นถามลูกว่า ผู้หญิงตรงหน้าคือใคร? เพียงหวังให้คนเป็นแม่รู้สึกบาดใจ ที่แม้แต่ลูกยังไม่สามารถจดจำตัวเองได้ แต่เปล่าเลย… หนูน้อยกลับเรียก ‘แม่’ ออกมาอย่างเขินๆ และยังคงเรียกอีกหลายครั้งที่เจอกันโดยบังเอิญ ไม่ว่าจะอยู่ในระยะใกล้หรือไกลก็ตาม ทั้งๆ ที่พ่อยังไม่ทันมองเห็นเลยก็ตาม

 

เมื่อกาลเวลาพิสูจน์คนได้จริง คงไม่มีสิ่งใดต้องสงสัยเลยว่า หากเราแก่ตัวลง หรือไปอยู่ในสังคมอื่นที่ไม่มีแม่ สายใยรักจากท่านจะยังคงติดตามเราไปอยู่ไหม เพราะทุกอย่างที่เป็นตัวตนของเรา สะท้อนออกมาได้ดีถึงสายสัมพันธ์ที่ไม่เคยขาดกัน

 

 

 



tags : , , ,


share share to facebook share to twitter

TipsDD สายใยรักจากแม่ ความสัมพันธ์ที่ไม่มีวันขาด