ทำพินัยกรรมด้วยตัวเอง
 
 
 

ทำพินัยกรรมด้วยตัวเองก่อนสาย
สานเจตนาสุดท้ายก่อนตาย

 

เรื่องราวเกี่ยวกับมรดกเลือด หรือ การเเย่งชิงสมบัติของญาติพี่น้อง เป็นประเด็นที่ถูกนำมาพูดถึงในสังคมอยู่บ่อยครั้ง ทั้งยังถูกหยิบยกขึ้นมาผลิตซ้ำผ่านสื่อหลากหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นบทประพันธ์ในหนังสือ บทละคร หรือบทภาพยนตร์ และที่ตลกร้ายคือ บางครั้งเส้นเรื่องในชีวิตจริงกับบทบาทในสื่อก็ใกล้เคียงกันมาก ราวกับถอดแบบกันมา สาเหตุที่เป็นเช่นนี้ ส่วนหนึ่งคงมาจากปัจจุบันมีน้อยคนนักที่เห็นถึงความสำคัญของการทำพินัยกรรม เพื่อถ่ายทอดเจตนารมณ์เรื่องการส่งต่อมรดกอย่างเป็นลายลักษณ์อักษร ทั้งที่ความเป็นจริงแล้วขั้นตอนการ ทำพินัยกรรมด้วยตัวเอง’ ไม่ใช่เรื่องยากแต่อย่างใด เพียงแค่ผู้ทำ (เจ้ามรดก) มีคุณสมบัติสำคัญ 2 ประการ คือ มีอายุ 15 ปีบริบูรณ์ขึ้นไป และไม่ใช่คนที่ศาลสั่งให้เป็นบุคคลไร้ความสามารถ

พินัยกรรมแบบเขียนเองทั้งฉบับ
ทางออกของปัญหาการแบ่งมรดก

 

การทำพินัยกรรมมีทั้งหมด 5 รูปแบบ ดังนี้

1.) พินัยกรรมแบบธรรมดา (ป.พ.พ. มาตรา 1656)
2.) พินัยกรรมทำเป็นเอกสารฝ่ายเมือง (ป.พ.พ. มาตรา 1658)
3.) พินัยกรรมทำเป็นเอกสารลับ (ป.พ.พ. มาตรา 1660)
4.) พินัยกรรมทำด้วยวาจา (ป.พ.พ. มาตรา 1663)
และ 5.) พินัยกรรมแบบเขียนเองทั้งฉบับ (ป.พ.พ. มาตรา 1657)

 

โดยพินัยกรรม 4 รูปแบบแรกล้วนต้องทำโดยมีพยานรับรู้และลงลายมือชื่อรับรองอย่างน้อย 2 คน แต่สำหรับ ‘พินัยกรรมแบบเขียนเองทั้งฉบับ’ นั้น เราสามารถทำเองได้ง่ายๆ สะดวก และรวดเร็วที่สุด ทว่าปลอดภัยและปลอมแปลงได้ยากกว่ารูปแบบใด ดังที่กฎหมายระบุไว้ว่า

         “ มาตรา 1657 พินัยกรรมนั้น จะทำเป็นเอกสารเขียนเองทั้งฉบับก็ได้ กล่าวคือผู้ทำพินัยกรรมต้องเขียนด้วยมือตนเองซึ่งข้อความทั้งหมด วัน เดือน ปี และลายมือชื่อของตน
         การขูดลบ ตก เติม หรือการแก้ไขเปลี่ยนแปลงอย่างอื่นซึ่งพินัยกรรมนั้นย่อมไม่สมบูรณ์ เว้นแต่ผู้ทำพินัยกรรมจะได้ทำด้วยมือตนเอง และลงลายมือชื่อกำกับไว้
         บทบัญญัติมาตรา 9 แห่งประมวลกฎหมายนี้ มิให้ใช้บังคับแก่พินัยกรรมที่ทำขึ้นตามมาตรานี้ ”

จากภาษากฎหมายที่เข้าใจยาก แปลความได้ง่ายขึ้นว่า พินัยกรรมเเบบเขียนเองทั้งฉบับนั้น ผู้เขียนสามารถเขียนเองได้ด้วยลายมือของตัวเองตั้งแต่ต้นจนจบ โดยห้ามให้ผู้อื่นเขียนแทนไม่ว่าส่วนใดส่วนหนึ่งก็ตาม และห้ามพิมพ์ด้วยคอมพิวเตอร์โดยเด็ดขาด หากมีการเขียนตกหรือเขียนผิดควรเริ่มต้นเขียนใหม่ทั้งฉบับ หรือขีดฆ่าจุดเขียนผิดออก แล้วลงวัน เดือน ปี และลายมือชื่อของตัวเองกำกับไว้ด้วยเสมอ เพื่อแสดงให้รู้ว่าผู้เขียนเป็นคนแก้ไขจุดผิดพลาดเอง ไม่ใช่การปลอมแปลงโดยผู้อื่น ส่วนการลงชื่อไว้ท้ายพินัยกรรมนั้น ต้องลงชื่อด้วยลายมือตัวเอง ห้ามปั๊มลายนิ้วมือ ใช้ตราประทับ หรือ การทำแกงได (รอยกากบาทหรือรอยขีดเขียนซึ่งบุคคลทำไว้ในทางกฎหมาย) ที่สำคัญการทำพินัยกรรมรูปแบบนี้ไม่จำเป็นต้องมีพยานรับรู้แต่อย่างใด

 

ตัวอย่างรายละเอียดที่ต้องระบุในการทำพินัยกรรมแบบเขียนเองทั้งฉบับ แบบที่ 1

รูปแบบนี้เหมาะกับเจ้ามรดกที่ต้องการยกทรัพย์สินทั้งหมดให้ผู้รับมรดกเพียงคนเดียว โดยรายละเอียดในพินัยกรรมไม่จำเป็นต้องเขียนแจกแจงถึงทรัพย์สินที่ผู้ทำพินัยกรรมครอบครองอยู่

เขียนพินัยกรรม

ตัวอย่างรายละเอียดที่ต้องระบุในการทำพินัยกรรมแบบเขียนเองทั้งฉบับ แบบที่ 2

รูปแบบนี้เน้นไปที่การระบุรายชื่อผู้รับมรดกตามเจตนารมณ์ของเจ้ามรดก โดยให้ผู้รับมรดกทั้งหมดไปจัดการแบ่งสรรปันส่วนทรัพย์สินของผู้ทำพินัยกรรมอย่างเท่าเทียมกันเอง

ตัวอย่างรายละเอียดที่ต้องระบุในการทำพินัยกรรมแบบเขียนเองทั้งฉบับ แบบที่ 3

รูปแบบนี้เหมาะกับการเขียนพินัยกรรมที่แจกแจงรายละเอียดแบบจำเพาะเจาะจง ว่าเจ้ามรดกต้องการยกทรัพย์สินส่วนใดให้ใครบ้าง เพื่อไม่ให้เป็นข้อถกเถียงภายหลังของญาติพี่น้องว่าใครควรได้รับส่วนใด

ทั้งนี้ เจตนารมณ์ในการแบ่งทรัพย์สินของเจ้ามรดกแต่ละท่านอาจไม่เหมือนกัน หากเลือกเขียนพินัยกรรมในรูปแบบนี้สามารถเพิ่มเติมหรือตัดรายละเอียดการแบ่งทรัพย์สินตามเห็นสมควรได้ ส่วนเงินที่มอบให้กับผู้จัดการงานศพ และชื่อผู้จัดการแบ่งมรดกนั้นจะใส่หรือไม่ใส่ก็ได้ นอกจากนี้ ยังสามารถระบุได้ด้วยว่า ต้องการให้ผู้รับมอบมรดกเป็นเจ้าของทรัพย์สินส่วนนั้นโดยสมบูรณ์เมื่อใด เช่น เมื่ออายุครบ 20 ปี หรือ เมื่อเปลี่ยนสถานภาพเป็นสมรส

Testament

สิ่งที่ต้องระวังในการทำพินัยกรรม
แบบเขียนเองทั้งฉบับ


สิ่งที่ต้องระมัดระวังในการทำพินัยกรรมแบบเขียนเองทั้งฉบับ คือ ‘การไม่ระบุวันเดือนปีที่ทำพินัยกรรมขึ้น’ เนื่องจากการทำพินัยกรรมรูปแบบนี้ไม่จำเป็นต้องมีพยานอ้างอิง กฎหมายจึงกำหนดให้ใช้รายละเอียดเรื่องช่วงเวลาในทำเอกสารเป็นตัวช่วยพิสูจน์ว่า ณ ช่วงเวลาที่เขียนพินัยกรรม ผู้เขียนคุณสมบัติในการทำพินัยกรรมจริง ทั้งอายุครบ สติสัมปชัญญะดี และมีสภาพร่างกายสมบูรณ์พร้อมแก่การเขียนหนังสือด้วยตัวเองได้ ไม่ใช่การถูกบังคับให้เขียนข้อความขึ้นในขณะที่ไม่สามารถควบคุมร่างกายเองได้ ดังนั้น หากไม่มีการกำหนดวัน เดือน ปี ในการ
ทำพินัยกรรมแบบเขียนเองทั้งฉบับ พินัยกรรมฉบับนั้นจึงถือเป็น ‘โมฆะ’ นั่นเอง

อีกข้อควรระวังที่ไม่ควรละเลยคือ ‘การไม่แจ้งให้ผู้อื่นทราบว่าได้ทำพินัยกรรมเอาไว้’ เพราะหากไม่มีใครรับรู้เจตนารมณ์นี้เลยหรือไม่รู้ที่เก็บของพินัยกรรม เอกสารดังกล่าวก็เหมือนความลับที่ตายไปพร้อมกับผู้ถึงแก่กรรม ท้ายที่สุด มรดกทั้งหมดที่เหลือไว้อาจถูกแบ่งสรรปันส่วนกันไปโดยผิดความต้องการที่แท้จริงของเจ้ามรดก โดยการเเจ้งที่เก็บพินัยกรรม หรือแจ้งให้ผู้อื่นรับรู้เรื่องการทำพินัยกรรมนั้น ผู้ทำจะบอกให้อีกฝ่ายรู้ถึงข้อความภายในเอกสาร หรือไม่ก็ได้

 

ทั้งนี้ การเขียนพินัยกรรมด้วยตัวเองสามารถทำไว้ได้ตั้งแต่เนิ่นๆ โดยสามารถเปลี่ยนแปลงได้เสมอ ตราบเท่าที่เจ้ามรดกต้องการ แต่หากพินัยกรรมฉบับดังกล่าวเป็นโมฆะ ไม่ว่าจะด้วยข้อผิดพลาดในการทำพินัยกรรม หรือไม่ปรากฏว่าทำพินัยกรรมไว้ ทรัพย์สินของเจ้ามรดกจะตกยังทายาททั้ง 6 ลำดับ ได้แก่

1.) ผู้สืบสันดาน (ลูก หลาน เหลน โหลน)
2.) บิดา มารดา
3.) พี่น้องร่วมบิดา มารดาเดียวกัน (พี่น้องพ่อแม่เดียวกัน)
4.) พี่น้องร่วมบิดา หรือมารดาเดียวกัน (พี่น้องคนละพ่อหรือคนละแม่คน)
5.) ปู่ ย่า ตา ยาย
6.) ลุง ป้า น้า อา รวมถึงในกรณีที่ไม่มีผู้สืบสันดาน ทรัพย์สินทั้งหมดจะตกเป็นของแผ่นดิน

 

 

 

 
 


tags : , , , ,


share share to facebook share to twitter

TipsDD ทำพินัยกรรมด้วยตัวเองก่อนสาย สานเจตนาสุดท้ายก่อนตาย