ความเข้าใจผิดเกี่ยวกับการมีบุตรยาก
25 May 2019

มองมุมหมอ : ปลดล็อกความเข้าใจผิด
เกี่ยวกับการมีบุตรยาก

เมื่อสามีภรรยาติดเครื่องพยายามมีเจ้าตัวเล็กมาสักพักแต่ไม่สำเร็จ สเต็ปต่อมามักเป็นการสำรวจตัวเองและคนข้างๆ อย่างถ้วนถี่ ว่าคู่ของเราเข้าข่ายภาวะมีบุตรยากหรือไม่ ทว่ายิ่งรีเสิร์ชข้อมูลที่มีเผยแพร่ทางอินเทอร์เน็ตมากมาย กลับทำให้สับสนยิ่งกว่าเดิม เพราะมีการถกเถียงกันไปในหลายทิศทาง บางข้อมูลอ่านเเล้วทำเอาสามีภรรยาบางคู่ไม่กล้าเข้าไปปรึกษาผู้เชี่ยวชาญเลย เนื่องจากกังวลเรื่องความเจ็บปวดในการรักษา วันนี้สบายใจได้แล้ว เพราะ TipsDD เปิดบ้านชวนคุณหมอวรวัฒน์ ศิริปุณย์ สูตินรีแพทย์ และผู้เชี่ยวชาญด้านเวชศาสตร์การเจริญพันธุ์ จากศูนย์เทคโนโลยีเพื่อการมีบุตร (V-Fertility Center) โรงพยาบาลเวชธานี มาพูดคุยปลดล็อก ‘ความเข้าใจผิดเกี่ยวกับภาวะมีบุตรยาก’  ให้ว่าที่คุณพ่อคุณแม่ได้คลายความกังวลลง ไปไขข้อสงสัยพร้อมอ่านประโยชน์ดีๆ แบบไม่มีกั๊กจากคุณหมอกันเลย

TipsDD : จะรู้ตัวได้อย่างไรว่าตัวเองเข้าข่ายภาวะมีบุตรยาก?

คุณหมอวรวัฒน์ : วิธีสังเกตตัวเองที่ง่ายที่สุดคือ ถ้าคู่ของคุณมีเพศสัมพันธ์ต่อเนื่องตลอด 1 ปี โดยไม่ป้องกัน แต่ก็ยังไม่ตั้งครรภ์ ให้สงสัยไว้ก่อนเลยครับว่าอาจมีภาวะมีบุตรยาก และควรรีบมาปรึกษาแพทย์เลย ไม่ควรปล่อยไว้นาน เพราะอายุที่มากขึ้น ทำให้โอกาสตั้งครรภ์น้อยลงตามไปด้วย หากเช็กร่างกายแล้วพบว่ามีภาวะเสี่ยงอื่นๆ ที่ทำให้มีบุตรยากด้วย จะได้รักษาทันเวลา ส่วนคนที่ตัดสินใจมีลูกตอนอายุมาก เช่น 35 ปีขึ้นไป หรือเคยมีประวัติรักษาตัวเกี่ยวกับระบบสืบพันธุ์มาก่อน โดยเฉพาะผู้หญิงที่เคยผ่าตัดรังไข่ เคยเป็นช็อกโกแลตซีสต์ ประจำเดือนมาไม่สม่ำเสมอ และผู้ชายที่เคยมีปัญหาที่อัณฑะ กลุ่มนี้ไม่ต้องรอให้ถึงปีเลย ถ้าพยายามมา 6 เดือนแล้วยังไม่สำเร็จ ก็ควรไปปรึกษาแพทย์แต่เนิ่นๆ เพราะอยู่ในกลุ่มเสี่ยงอยู่แล้ว

TipsDD : อายุยังน้อย ไม่จำเป็นต้องกังวลเรื่องมีบุตรยาก?

คุณหมอวรวัฒน์ : ไม่จริงเลยครับ ขึ้นอยู่กับสภาพร่างกายของแต่ละคนมากกว่า อย่างที่บอกว่าถ้าคุณอยู่ในกลุ่มเสี่ยงอยู่แล้ว แม้จะอายุยังน้อยก็มีบุตรยากได้

TipsDD : ภาวะมีบุตรยากเกิดจากฝ่ายหญิงเพียงฝ่ายเดียว?

คุณหมอวรวัฒน์ : จริงๆแล้วภาวะมีบุตรยากไม่ได้เกิดจากฝ่ายหญิงอย่างเดียวนะครับ แต่เกิดได้จากทั้งสองฝ่ายเลย กรณีผู้หญิงเป็นสาเหตุให้มีบุตรยากคิดเป็น 40 เปอร์เซ็นต์ ส่วนผู้ชายคิดเป็น 25 เปอร์เซ็นต์ และสาเหตุจากทั้งคู่ร่วมกันมีประมาณ 20 เปอร์เซ็นต์ รวมถึงยังมีกรณีที่ตรวจหาสาเหตุไม่เจอด้วยอีก 15 เปอร์เซ็นต์ เพราะฉะนั้นมันบอกไม่ได้ทั้งหมดว่ามีบุตรยากเพราะใคร ยกเว้นว่า ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งมีประวัติเคยรักษาโรคในกลุ่มเสี่ยงมาก่อน ก็พอจะเดาได้ว่าสาเหตุมาจากคนๆ นั้น

TipsDD : ท่าทางการมีเพศสัมพันธ์มีผลต่อการมีบุตร?

คุณหมอวรวัฒน์ : ท่าทางไม่ได้มีผลขนาดนั้นหรอกครับ และไม่มีผลการศึกษาออกมารองรับอย่างชัดเจนด้วย ความจริงแค่สามีภรรยามีเพศสัมพันธ์และเกิดการปฏิสนธิตามธรรมชาติ (หลั่งในช่องคลอด) ก็มีโอกาสเกิดการตั้งครรภ์ได้แล้ว ส่วนปัจจัยเสี่ยงจากการมีเพศสัมพันธ์ที่ทำให้มีบุตรยากนั้นก็มีหลายอย่าง เช่น การมีเพศสัมพันธ์ไม่สม่ำเสมอ ไม่ตรงกับวันตกไข่ หรือจดจ่ออยู่ที่วันตกไข่เพียงวันเดียว รวมถึงการใช้สารหล่อลื่น ซึ่งมีผลต่อการเดินทางของอสุจิไปหาไข่ และอาจทำให้อสุจิไม่สมบูรณ์ได้

TipsDD : เคยคุมกำเนิดมาก่อน แล้วต้องการกลับมามีบุตร ต้องเผชิญภาวะมีบุตรยาก?

คุณหมอวรวัฒน์ : ประเด็นนี้ขึ้นอยู่กับว่าเคยคุมกำเนิดด้วยวิธีไหนมาก่อน ถ้าเคย ทานยาคุม’ แล้วหยุดยา จะไม่มีผลกับการมีบุตรยากเลย สังเกตว่าบางคนลืมทานยาแค่ 1-2 วัน ก็ยังท้องได้ นอกเสียจากว่าไปหยุดยาตอนอายุมาก (35 ปีขึ้นไป) ตรงนี้ปัญหาการมีบุตรยากจะเกิดจากอายุเยอะมากกว่า ไม่ใช่ผลจากยา ในขณะที่การ ‘ฉีดยาคุม’ ส่งผลต่อการตั้งครรภ์ในอนาคตจริง เพราะต้องใช้เวลานาน กว่าร่างกายจะฟื้นฟูพร้อมกลับมาตั้งครรภ์ได้อีก ส่วนใคร ‘เคยทำหมัน’ แล้วอยากกลับมามีลูก ต้องผ่าตัดแก้หมันก่อน หากผ่าตัดได้สำเร็จก็มีโอกาสตั้งครรภ์จากการมีเพศสัมพันธ์ตามธรรมชาติได้ แต่ถ้าผ่าไม่สำเร็จหรือแก้หมันตอนอายุมากแล้ว ก็เสี่ยงมีบุตรยากอยู่ดี ต้องอาศัยเทคโนโลยีทางการแพทย์อย่างการทำเด็กหลอดแก้วเข้ามาช่วย

TipsDD : ทำไมจึงควรรักษาภาวะมีบุตรยากด้วยการทำเด็กหลอดแก้ว?

คุณหมอวรวัฒน์ : การทำเด็กหลอดแก้วเพิ่มโอกาสในการมีบุตรได้ ถ้าคู่สมรสต้องการมีบุตรจริงๆ การใช้วิทยาการทางการแพทย์จะได้ผลดีกว่า แม้ว่าร่างกายจะไม่พร้อมตั้งครรภ์ก็ตาม โดยการรักษาภาวะมีบุตรยากมีหลายรูปแบบให้เลือกตามความเหมาะสม ทั้งวิธีที่ใกล้เคียงกับธรรมชาติ และวิธีที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูงซึ่งเพิ่มโอกาสในการตั้งครรภ์ได้มากกว่า

TipsDD : ผู้หญิงบางคนกลัว คิดว่าการรักษาภาวะมีบุตรยากและทำเด็กหลอดแก้วนั้นเจ็บมาก?

คุณหมอวรวัฒน์ : การรักษาภาวะมีบุตรยากไม่เจ็บอย่างที่คิดเลยครับ เป็นแค่การเข้ามาปรึกษาหมอ อัลตราซาวน์ ตรวจเลือดหาสาเหตุ ตรวจฮอร์โมน เหมือนการตรวจสุขภาพทั่วไป เมื่อเข้าสู่กระบวนการรักษาจริงเจ็บอย่างมากก็แค่ตอนฉีดยาและให้น้ำเกลือ ส่วนขั้นตอนการเก็บไข่หมอจะให้ดมยาสลบอยู่แล้ว จากนั้นทำการดูดไข่ผ่านทางช่องคลอด ขั้นตอนนี้คุณผู้หญิงจะไม่รู้สึกอะไรเลย พอถึงเวลาย้ายตัวอ่อนก็จะใช้เทคนิคคล้ายการตรวจภายในทั่วไป คือ ย้ายผ่านสายย้ายตัวอ่อนเข้าไปที่ปากมดลูกโดยตรง ฉะนั้นมั่นใจได้เลยว่าการทำเด็กหลอดแก้วนั้นไม่เจ็บ ที่สำคัญไม่มีการผ่าตัดอะไรเลย จึงไม่ทำให้เกิดบาดแผลไม่สวยงาม

TipsDD : การทำเด็กหลอดแก้วมีโอกาสเสี่ยงที่จะแท้งง่าย?

คุณหมอวรวัฒน์ : ไม่หรอกครับ จริงๆ อัตราความเสี่ยงไม่ต่างจากการตั้งครรภ์ธรรมชาติเลย ไม่ว่าจะแท้ง ท้องนอกมดลูก หรือความผิดปกติอื่นๆ มีโอกาสเกิดไม่ถึง 1 เปอร์เซ็นต์ ถ้าคุณแม่ที่ทำเด็กหลอดแก้วดูแลตัวเองอย่างดี ก็แทบไม่มีอะไรต้องกังวลเลย  

TipsDD : พัฒนาการของเจ้าตัวเล็กที่เกิดจากการทำเด็กหลอดแก้วจะต่างจากการตั้งครรภ์ปกติ?

คุณหมอวรวัฒน์ : ไม่ต่างเลยครับ เด็กจะมีพัฒนาการเหมือนกันทุกอย่างเลย ทั้งในแง่ความฉลาดทางอารมณ์ อายุยืนยาว และสามารถสืบพันธุ์ได้ตามปกติ ปัจจุบันในโลกเรามีคนทำเด็กหลอดแก้วที่อายุมากที่สุด คือประมาณ 40 ปี ซึ่งเขาก็ใช้ชีวิตได้ปกติทุกอย่าง ไม่ต่างจากคนที่เกิดจากการตั้งครรภ์ธรรมชาติเลย

 

TipsDD : เจ็บตัวทั้งที เสียค่าใช้จ่ายทั้งที ท้องแฝดไปเลยดีกว่า?

คุณหมอวรวัฒน์ : หมอแนะนำว่าท้องครั้งละคนจะดีที่สุด เพราะปลอดภัยกว่า กรณีท้องแฝดอาจมีความเสี่ยงหลายอย่าง เช่น คลอดก่อนกำหนด หรือเด็กสองคนมีความแข็งแรงสมบูรณ์ไม่เท่ากัน ทำให้ต้องรักษาตัวหลังคลอดต่ออีก ซึ่งมีความยุ่งยากมากกว่า

TipsDD : หลังย้ายตัวอ่อนสำเร็จจนตั้งครรภ์ คุณแม่ต้องอยู่นิ่งๆ เท่านั้น?

คุณหมอวรวัฒน์ : ไม่ถึงขนาดนั้นครับ ถ้าเป็นอย่างนั้นใครก็คงไม่ไหว โดยปกติหลังย้ายตัวอ่อนสำเร็จ คุณแม่ต้องดูแลตัวเองมากขึ้น และลดกิจกรรมที่โลดโผนลงอยู่แล้ว แต่ไม่จำเป็นต้องเครียดกับการดูแลตัวเองมากเกินไปจนกลายเป็นความกดดัน เพราะจะมีผลกับการตั้งครรภ์ได้ เน้นยึดหลักความพอดีดีกว่าครับ ส่วนเรื่องอาหารการกินก็สามารถทานได้ปกติเลย แต่ต้องระวังเป็นพิเศษอย่าให้เกิดอาการท้องเสีย เพราะจะกระตุ้นให้มดลูกบีบตัว ซึ่งมีโอกาสที่ตัวอ่อนจะหลุดได้

TipsDD : อยากให้ฝากคำแนะนำถึงสามีภรรยาที่กำลังตัดสินใจเข้ารับการรักษาภาวะมีบุตรยาก

คุณหมอวรวัฒน์ : ได้ครับ สำหรับคู่รักที่มั่นใจแล้วว่าอยากมีลูกน้อยมาเติมเต็มครอบครัวให้สมบูรณ์ แนะนำว่าให้รีบเข้ามาปรึกษาหมอเลย อย่าปล่อยเวลาไว้นาน เพราะร่างกายเราก็ถดถอยไปตามวัย ถ้าอายุมากแล้วแม้แต่โอกาสในการตั้งครรภ์ธรรมชาติยังเป็นไปได้ยากเลย ดังนั้นถ้าตั้งใจแล้วก็เข้ามาคุยกันได้เลยครับ

ขอขอบคุณทิปส์ดีๆ จาก คุณหมอวรวัฒน์ ศิริปุณย์ สูตินรีแพทย์ และผู้เชี่ยวชาญด้านเวชศาสตร์การเจริญพันธุ์ จาก V-Fertility Center ศูนย์เทคโลยีเพื่อการมีบุตร 



tags : , ,


share share to facebook share to twitter

TipsDD มองมุมหมอ : ปลดล็อกความเข้าใจผิดเกี่ยวกับการมีบุตรยาก