ชา

TAKE A TEA TIME
มหัศจรรย์ของเครื่องดื่ม
อันเลื่องชื่อลือ ‘ชา’

คงไม่ใช่เรื่องเกินจริงนัก หากจะบอกว่า ‘ชา’ เป็นเครื่องดื่มที่คนกว่าครึ่งโลกเคยลิ้มรส และยังเป็นเครื่องดื่มแบบผสมชนิดแรกของโลกที่มีจุดเริ่มต้นมาจากความบังเอิญ

 

เรื่องเล่าจากบันทึกโบราณแห่งดินแดนมังกร ย้อนกลับไปราว 4,000 ปี จักรพรรดิเสินหนง (Shen Nung) แห่งประเทศจีน ทรงพอพระทัยอย่างมาก เมื่อน้ำที่ข้าราชบริพารนำมาถวายมีรสชาติแปลกไปจากเดิม คือมีรสหวานที่ปลายลิ้นและเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาล เหตุเพราะใบไม้แห้งบังเอิญปลิวหล่นลงมาในแก้วน้ำของพระองค์ นี่จึงกลายเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้พระองค์ตัดสินใจค้นหาชนิดของใบไม้ที่ทำให้น้ำมีรสหวาน กลมกล่อม ดื่มแล้วสดชื่น จนทำให้ได้รับขนานนามว่าเป็นกษัตริย์นักวิทยาศาสตร์ ต่อมาเมื่อเครื่องดื่มชนิดนี้แพร่หลายจนเป็นที่รู้จักมากขึ้น จึงเกิดคำในภาษาจีนที่ออกเสียงว่า ‘ตู’ (Tu)  ซึ่งคาดว่าอาจเป็นรากศัพท์ของคำว่า ‘Tea’ ในภาษาอังกฤษที่แปลว่าชา

เนื่องจากชาเป็นเครื่องดื่มที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย จึงทำให้ความนิยมของเครื่องดื่มประเภทนี้แพร่ไปสู่ประเทศญี่ปุ่น ไต้หวัน อินเดีย อังกฤษ อเมริกา แอฟริกา หรือแม้กระทั่งในไทยเองก็เช่นกัน ซึ่งแต่ละประเทศจะมีรูปแบบการชงชาที่แตกต่างกันออกไป จนทำให้การดื่มชาในบางประเทศกลายเป็นวัฒนธรรมของชนชั้นสูง ที่ต้องใช้ทั้งความละเอียดอ่อนและความละเมียดละไมอย่างมาก เพราะนอกจากหัวใจสำคัญจะคือใบชาที่คัดสรรมาอย่างคุณภาพแล้ว น้ำร้อนก็ต้องมีอุณหภูมิที่เหมาะสม อีกทั้งในแต่ละขั้นตอนจะใช้ระยะเวลาที่แตกต่างกันเพื่อให้ได้น้ำชาที่รสชาติกลมกล่อม มีคุณภาพ และยังรักษาสรรพคุณของใบชาเอาไว้ได้อย่างครบถ้วน

 

ดังนั้นสิ่งที่จะมองข้ามไปไม่ได้เลยก็คือเรื่องราวการเดินทางของใบชา ซึ่งต้องอาศัยทั้งการดูแลเอาใจใส่ของเกษตรกร ที่จะต้องคัดเลือกใบชาที่มีคุณภาพเพื่อส่งมายังผู้บริโภค โดยใบชาเป็นพืชที่ปลูกบนที่สูง หรือบนภูเขา ใช้ระยะเวลาในการเติบโต 3-5 ปี กว่าจะได้ต้นใบชาที่มีคุณภาพ ส่วนที่เป็นกุญแจสำคัญของเครื่องดื่มแก้วนี้คือ ‘ยอดอ่อนของใบชา’ ซึ่งเป็นส่วนใบแรกผลิ จำนวน 3 ใบ ของแต่ละต้น ที่เกษตรกรจะค่อยๆ บรรจงเก็บอย่างเบามือ ก่อนจะนำไปสู่โรงงานและเข้าสู่กระบวนการแปรรูปเป็นใบชาในขั้นตอนถัดไป

เก็บดอกไม้มาชงชา
สูตรโบราณจากราชสำนัก

ภาพจำของน้ำชา มักมาจากวัตถุดิบทางธรรมชาติที่เรียกว่าใบชาเท่านั้น แต่ที่จริงแล้วเราก็มีน้ำชาที่มาจากดอกไม้ด้วยเช่นกัน ทั้งนี้การดื่มชาดอกไม้มีมาตั้งแต่ในสมัยรัชกาลที่ 5 กับประโยชน์ที่ให้ทั้งความสดชื่นและบำรุงร่างกาย ว่ากันว่าเป็นสูตรจากต้นเครื่องของราชสำนักในสมัยนั้น เรียกว่า ‘ชาตัวหอม’ ประกอบด้วยดอกลีลาวดี กระดังงา จำปี จำปา ขลู่ และใบบัวบก ซึ่งเป็นดอกไม้และพืชที่อยู่เคียงคู่รั้วของครอบครัวไทย มีสรรพคุณช่วยเพิ่มการไหลเวียนโลหิต ขับหงื่อ ลดกลิ่นกาย นับว่าเป็นสูตรลับความงามของสาวในวัง โดยคนโบราณจะดื่มกันเพียงแต่ชาร้อน เพราะในสมัยนั้นยังไม่มีน้ำแข็ง อีกทั้งไม่นิยมดื่มแบบใส่น้ำตาล ชาววังจะนิยมดื่มชาดอกไม้หลังจากอาหารมื้อกลางวัน โดยเสิร์ฟพร้อมกับเครื่องเคียงที่เป็นอาหารว่างโบราณอย่าง สาคูไส้หมู กลีบลำดวน และม้าฮ่อ

ชาเย็น

ฉีกกฎเดิมๆ ด้วยการเติมน้ำแข็ง

แม้ต้นตำรับของการดื่มชาจากแดนมังกรจะเป็นชาร้อน แต่หลายประเทศที่รับเครื่องดื่มชนิดนี้ไป ก็เริ่มมีการปรับปรุงให้เข้ากับสภาพอากาศในพื้นที่นั้น ยิ่งสรรพคุณของชาที่ทำให้รู้สึกสดชื่น ประกอบกับเมื่อลองดื่มแบบใส่น้ำแข็งก็ยิ่งทำให้เย็นชื่นใจ และที่สำคัญยังดื่มง่ายกว่าเดิมอีกด้วย

 

จริงๆ แล้ว คนไทยเราดื่มชากันตั้งแต่ในสมัยสมเด็จพระนารายณ์ คาดว่าในช่วงนั้นมีการติดต่อค้าขายกับจีน จึงรับเอาวัฒนธรรมการดื่มชาเข้ามา แต่ตอนนั้นยังรู้จักกันเพียงแต่ชาร้อนเท่านั้น และนิยมดื่มเฉพาะในราชวงศ์หรือนำมาถวายแด่พระสงฆ์ ส่วนจุดเริ่มต้นการดื่มชาแบบใส่น้ำเเข็งในบ้านเรา เริ่มต้นเมื่อปี 2488 นับเป็นอิทธิพลที่ได้รับมาจากผลิตภัณฑ์ยี่ห้อ  ‘ชาตรามือ’ ซึ่งเป็นเครื่องดื่มประเภทชาเจ้าแรกๆ ของไทยที่สามารถหาซื้อได้ง่าย ทั้งยังเป็นผู้ทำให้เครื่องดื่มแก้วโปรดของหลายคนอย่าง ‘ชาไทย’ หรือในชื่อที่รู้จักกันไปทั่วโลกว่า ‘Thai Tea’ เป็นที่นิยมในวงกว้าง ถึงขนาดติดอันดับ 1 ใน 50 เครื่องดื่มที่มีรสชาติดีที่สุดในโลก จาก CNNgo โดยเหตุที่ชาไทยมีสีส้มนั้น มาจากชาอัสสัมแห้งซึ่งมีสีเข้ม เมื่อมารวมตัวกับนมข้นหวานและน้ำตาล จึงเกิดเป็นเครื่องดื่มสีส้มที่เราคุ้นตากันนั่นเอง

ชาเขียว

ความลับของ ‘ชาเขียวพร้อมดื่ม’

หลายงานวิจัยเผยว่าการดื่มชามีประโยชน์ต่อร่างกาย ไม่ว่าจะเป็นในด้านของการผ่อนคลายอารมณ์ ช่วยเรื่องระบบประสาท ช่วยขับปัสสาวะ ป้องกันนิ่วในถุงน้ำดีและในไต แก้บิด ท้องเสีย ท้องร่วง ตลอดจนช่วยเรื่องการลดความอ้วนและเผาผลาญไขมัน  ฯลฯ

ด้วยเหตุนี้จึงทำให้ผู้บริโภคหลายคนหันมาสนใจการดื่มชามากขึ้น จนก่อให้เกิดกระแส ‘ชาเขียวพร้อมดื่ม’ ซึ่งเป็นตลาดเครื่องดื่มขนาดใหญ่ในประเทศไทย ความพร้อมดื่มนี้เองทำให้เหล่าสาวกชาเขียวเผลอใจจนตกอยู่ในภาวะ ‘ดื่มเกินขนาดบริโภค’ อย่างไม่ทันตั้งตัว โดยนอกจากจะส่งผลเสียต่อสุขภาพ อย่างเช่นทำให้มีอาการท้องผูก มีสารคาเฟอีนที่ทำให้หัวใจเต้นเร็วและนอนไม่หลับแล้ว เรื่องปริมาณน้ำตาลที่มากเกินกว่าความต้องการก็เป็นเรื่องสำคัญที่มองข้ามไม่ได้

 

ทั้งนี้องค์การอนามัยโลกเคยออกมาให้คำแนะนำถึงปริมาณที่เหมาะสมว่า จริงๆ แล้วเราควรรับน้ำตาลเพียงแค่ 10% ของพลังงานที่ร่างกายได้รับทั้งหมดต่อวัน หรือควรบริโภคไม่เกิน 25 กรัม หรือ 6 ช้อนชาเท่านั้น แต่จากการตรวจสอบปริมาณน้ำตาลที่พบในชาเขียวยี่ห้อหนึ่งพบว่า มีปริมาณ 13.6 ช้อนชา 13.1 ช้อนชา หรือแม้แต่ในรสชาติต้นตำรับก็มีปริมาณน้ำตาลถึง 7.8 ช้อนชา เท่ากับว่าเพียงแค่ดื่มชาเขียว 1 ขวดก็ได้รับปริมาณน้ำตาลเกินกว่าความต้องการในแต่ละวันแล้ว

ทางที่ดีควรเลือกดื่มในสูตรที่ไม่มีน้ำตาลหรือว่ามีน้ำตาลน้อย และไม่ควรดื่มมากกว่า 2 ขวดต่อวัน และหากมีโอกาส เราอยากชวนให้คุณหันมาดื่มชาเขียวแท้ๆ ที่ผ่านกรรมวิธีการชงแบบดั้งเดิมจะดีต่อสุขภาพมากกว่า เพราะว่ากรรมวิธีการผลิตชาเขียวพร้อมดื่มที่ต้องผ่านการฆ่าเชื้อด้วยความร้อนหลายขั้นตอน มีส่วนที่ทำให้คุณประโยชน์ที่มาจากใบชาธรรมชาติหายไปจนเกือบหมด

 

‘ชอบดื่มชาเพราะอร่อยดี’ เชื่อว่านี่คงเป็นเหตุผลที่ทำให้หลายคนเลือกเครื่องดื่มชนิดนี้เป็นแก้วโปรด แต่หากมองในอีกมุมหนึ่งการที่คนเกือบทั้งโลกเคยยกแก้วชาขึ้นดื่ม ไม่ว่าจะเป็นแบบร้อนหรือเย็นก็ตาม ก็นับเป็นสิ่งหนึ่งที่การันตีได้ถึงความเป็นสากลของเครื่องดื่มชนิดนี้ เพราะไม่ว่าคุณจะเดินทางไปประเทศไหน ‘ชา’ อาจเป็นหนึ่งในของพื้นเมืองที่พลาดไม่ได้ที่จะลิ้มลอง

จริงๆ แล้ว คำตอบของความนิยมอาจไม่ใช่เพียงแค่รสชาติเท่านั้น แต่น่าจะมาจาก ‘จิตวิญญาณ’ ของผู้ปลูกใบชา ผู้ชงชา และผู้ดื่มชา ที่ต่างตกหลุมรักเครื่องดื่มแก้วนี้ในห้วงเวลาเดียวกัน

 

 

 



tags : , ,


share share to facebook share to twitter

TipsDD Take a Tea Time มหัศจรรย์ของเครื่องดื่มอันเลื่องชื่อลือ ‘ชา’