แชมเปญ

Champagne เมื่อการเฉลิมฉลอง
ชัยชนะ
และความสำเร็จ เริ่มที่ แชมเปญ

สำหรับงานเฉลิมฉลอง ชัยชนะ หรือความสำเร็จ นอกจากความปิติยินดีที่หอมฟุ้งไปทั่วทั้งงานแล้ว สิ่งหนึ่งที่ขาดไม่ได้เลยคือ แชมเปญ (Champagne) ซึ่งเป็นเหมือนพระเอกและตัวแทนของทุกๆ โอกาสสำคัญในชีวิต อย่างที่รู้กันดีว่าแชมเปญถูกเลือกมาใช้ในงานวิวาห์ ผ่านแก้วใสที่เรียงต่อกันเป็นชั้นๆ มือของคู่บ่าวสาวที่ช่วยกันรินแชมเปญจากยอดสูงสุด สื่อถึงความสามัคคีและการประคับประคองซึ่งกันและกัน และห้วงวินาทีนี้ก็คงเป็นอีกไฮไลท์แสนพิเศษของหลากหลายงานวิวาห์

เพราะอะไร 'แชมเปญ' ถึงกลาย
มาเป็นสัญลักษณ์แห่งความสำเร็จ?

ด้วยกรรมวิธีการผลิต หมักบ่ม ตลอดจนการเก็บรักษาที่ค่อนข้างละเอียดอ่อนและยุ่งยาก การผลิตแชมเปญหนึ่งขวดต้องใช้ทั้งเวลา การเก็บเกี่ยวด้วยมือ ความพิถีพิถัน และสิ่งที่ขาดไม่ได้เลยก็คือองุ่นพันธุ์ดี ซึ่งการผลิตแชมเปญในประเทศฝรั่งเศสนั้นจะมีกฎหมายบังคับอย่างเข้มงวด ตั้งแต่การตัดแต่งกิ่งจนไปถึงการบรรจุแชมเปญใส่ลงในขวด และแคว้นช็องปาญ-อาค์แดนก็ได้รับยกย่องว่าเป็นดินแดนแห่งแชมเปญ เนื่องจากมีลักษณะภูมิประเทศที่เอื้อประโยชน์ต่อการผลิตแชมเปญ ทั้งสภาพอากาศ ชนิดของดิน รูปแบบของฝน ลม ความชื้น ตลอดจนการเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิ ซึ่งล้วนมีผลต่อรสชาติอันเลิศรสของเครื่องดื่มชนิดนี้ นี่ก็เป็นอีกหนึ่งเหตุผลที่ทำให้แชมเปญมีราคาแพงกว่าไวน์ชนิดอื่นๆ มีความพิเศษที่ไม่เหมือนกับเครื่องดื่มชนิดไหนๆ และกลายมาเป็นสัญลักษณ์แห่งการเฉลิมฉลอง ชัยชนะ ตลอดจนความสำเร็จ

เรื่องราวอันไหลลื่นของแชมเปญ

แชมเปญ จัดเป็นไวน์หรือเหล้าองุ่นชนิดหนึ่ง แต่มีความพิเศษตรงที่มีรสชาติอันนุ่มนวลปนความซ่าและมีพรายฟอง (ฟองอากาศเล็กๆ ที่ผุดขึ้นจากก้นแก้วและค่อยๆ ลอยขึ้นมาด้านบน) จนได้รับขนานนามว่าเป็น “King of Wine” หรือ “ราชาแห่งไวน์ทั้งปวง”  ซึ่งเรื่องราวของแชมเปญได้เริ่มต้นขึ้นที่แคว้นช็องปาญ-อาค์แดน (Champagne-Ardenne) แคว้นเล็กๆ ที่ตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือของกรุงปารีส ที่นี่ได้รับสมญานามว่าเป็นดินแดนแห่งแชมเปญ เพราะเป็นแหล่งเพาะปลูกองุ่นที่สำคัญที่สุดของประเทศฝรั่งเศส

ว่ากันว่าแชมเปญมีมาตั้งแต่ในสมัยคริสต์ศตวรรษที่ 17 ซึ่งถูกค้นพบขึ้นโดยครูสอนศาสนาชาวฝรั่งเศสนามว่า ดอม เพอริยอง (Dom Perignon) ที่ผสมน้ำองุ่น 3 สายพันธุ์เข้าด้วยกัน ทั้งองุ่นแดงปีโน่ เมอนีเย่ (Pinot Meunier) องุ่นแดงปีโน่ นัวค์ (Pinot Noir) และองุ่นขาวชาค์ดอนเน่ย์ (Chardonnay) จากนั้นเติมน้ำตาลและยีสต์ลงไปเพื่อให้ความหวานและทำให้เกิดการหมักบ่ม แล้วจึงนำมาบรรจุใส่ขวด ปิดขวดด้วยจุกไม้ก๊อก (Cork) ก่อนจะนำไปเก็บไว้ในห้องที่มีความมืดและมีอุณหภูมิพอเหมาะ เมื่อยีสต์เจอกับน้ำตาลภายในขวดจะทำปฏิกิริยา และเปลี่ยนน้ำตาลให้กลายเป็นแอลกอฮอล์ ซึ่งแอลกอฮอล์ที่เกิดขึ้นจากการหมักบ่มจะอยู่ที่ประมาณ 10-13 ดีกรี แต่ก็ยังคงเหลือน้ำตาลบางส่วนที่ไม่สามารถเปลี่ยนเป็นแอลกอฮอล์ได้ เมื่อหมักบ่มทิ้งไว้อีกจะได้ออกมาเป็นก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ที่ทำให้แชมเปญมีฟองและมีรสซ่ากว่าไวน์ปกติ พอเปิดจุกก๊อกของขวดแชมเปญตามธรรมเนียม สิ่งที่เกิดขึ้นคือเสียงดังจากแรงดันของก๊าซและมีฟองพุ่งออกมาจากปากขวด ซึ่งถือเป็นอีกหนึ่งเอกลักษณ์ของแชมเปญ

 

ต่อมามีการตั้งชื่อและจดลิขสิทธิ์เอาไว้ว่า ไวน์มีฟองที่ผลิตขึ้นในแคว้นช็องปาญ-อาค์แดนจะเรียกว่า “แชมเปญ” แต่ถ้าผลิตที่แคว้นอื่นจะเรียกว่า “สปาร์คกลิ้งไวน์” เท่านั้น และเครื่องดื่มชนิดนี้ก็ค่อยๆ ขยายความนิยมเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ในทวีปยุโรป จนได้กลายมาเป็นสัญลักษณ์แห่งการเฉลิมฉลอง เป็นเครื่องดื่มยอดนิยมในงานสังคม และเป็นตัวแทนแห่งรสชาติที่สุดแสนอภิรมย์ในปัจจุบัน

ไวน์กับแชมเปญต่างกันอย่างไร?

นอกจากความแตกต่างในเรื่องของก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่อัดแน่นอยู่ภายในขวดแล้ว อาหารที่รับประทานคู่กับไวน์และแชมเปญก็มีความแตกต่างกันด้วย โดยไวน์ขาวจะนิยมดื่มแบบแช่เย็น และมักจะรับประทานคู่กับอาหารประเภทซีฟู้ด ไม่ว่าจะเป็นหอยนางรมสดหรือปลาเนื้อสีขาว เพราะมีรสสัมผัสที่บางเบา ดื่มแล้วสดชื่น เหมาะแก่การดื่มไปเรื่อยๆ หรือดื่มเพื่อเริ่มต้นมื้ออาหาร แต่ถ้าเป็นไวน์แดงที่มีรสฝาดและมีความเข้มข้นขึ้นมาหน่อยจะไม่นิยมดื่มแบบแช่เย็น และสามารรับประทานคู่กับอาหารได้อย่างหลากหลาย ทั้งเนื้อวัว เนื้อแกะ หรือแม้แต่เนื้อปลาสีแดงอย่างปลาแซลมอน ส่วนแชมเปญนั้นเหมาะแก่การรับประทานคู่กับอาหารที่มีรสชาติไม่จัดจ้านมากนัก เช่น สลัด ชีส ขนมปัง เนื้อปลา หรือ คานาเป้ (Canapé) อาหารชิ้นเล็กๆ ที่มักจะเสิร์ฟในงานเลี้ยงสำคัญต่างๆ

4 แชมเปญเลื่องชื่อที่นักดื่มควรรู้จัก

Louis Roederer Brut Premier

1. Louis Roederer Brut Premier (ลูอี โคเดอเค่ บคูต์ เพอมีเย่)

Louis Roederer แบรนด์แชมเปญในตำนานที่ใช้วิธีการหมักครั้งที่สอง หรือ Malolactic Fermentation เป็นกรรมวิธีที่จะปล่อยให้แบคทีเรียทำงานแทนยีสต์ ช่วยเพิ่มรสสัมผัสที่นุ่มนวลให้กับแชมเปญ โดยไม่ต้องใช้ระยะเวลาหมักบ่มนานเหมือนในสมัยก่อน จากไร่องุ่นคุณภาพที่เก็บเกี่ยวด้วยความพิถีพิถัน คัดเลือกองุ่นด้วยความชำนาญและแม่นยำ จนได้ออกมาเป็น แชมเปญ Louis Roederer Brut Premier ที่มีรสชาติกลมกล่อมและเต็มไปด้วยความซับซ้อน แต่ก็ยังคงหลงเหลือกลิ่นอายของความคลาสสิกเอาไว้ แชมเปญชนิดนี้ผลิตโดยใช้องุ่นแดงปีโน่ นัวค์ (Pinot Noir) 40%, องุ่นขาวชาค์ดอนเน่ย์ (Chardonnay) 40%, องุ่นแดงปีโน่ เมอนีเย่ (Pinot Meunier) 20% และใช้ Reserve Wines อีก 30% ซึ่งเป็นไวน์คุณภาพสูงที่ผ่านการหมักบ่มในห้องใต้ดินโดยใช้ระยะเวลานานกว่า 3 ปี

Brimoncourt Blanc de blancs

2. Brimoncourt Blanc de blancs (บคีร์มงกูค์ บลอง เดอ บลอง)

อีกหนึ่งแบรนด์แชมเปญชื่อดัง Brimoncourt  ซึ่งมีแนวคิดที่จะย้อนกลับไปยังรสชาติต้นตำรับแบบดั้งเดิมของแชมเปญ คือต้องให้รสชาติที่อ่อนนุ่ม สนุกสนาน และตอบโจทย์กลุ่มนักดื่มที่ต้องการดื่มเพื่อเฉลิมฉลองกับเพื่อนๆ แบบไม่ได้เป็นทางการมากนัก โดย Brimoncourt จะใช้องุ่นจากทั่วทุกภูมิภาคในการผลิตแชมเปญ และแชมเปญยอดนิยมของแบรนด์นี้คงหนีไม่พ้น Brimoncourt Blanc de blancs ที่มีความสดชื่น สมดุล และมีรสชาตินุ่มละมุน จากการหมักบ่มนานกว่า 4 ปี จนได้กลิ่นหอมของดอกฮอว์ธอร์น (Hawthorn) และดอกอาคาเซีย (Acacia) ที่เป็นเอกลักษณ์ ทั้งยังมีกลิ่นของส้ม เลมอน และเหล้าองุ่นแจมมาด้วย ถือเป็นแชมเปญที่มีเนื้อบางเบา เหมาะสำหรับดื่มก่อนรับประทานอาหาร ไม่ว่าจะคู่กับแซลมอน ซูชิ ซาชิมิ หอย หรือปลาย่างก็เข้ากันได้ดีทีเดียว

Billecart-Salmon Brut Rosé

3. Billecart-Salmon Brut Rosé (บีย์กาค์ ซาลมง บคูร์ โคเซ่)

Billecart-Salmon Brut Rosé เป็นหนึ่งในแชมเปญกุหลาบที่ได้รับการยกย่องมากที่สุดในโลก เรียกได้ว่าเข้ากันกับแทบทุกมื้ออาหาร ด้วยรสชาตินุ่มลึกและกลิ่นหอม ทั้งยังมีสีชมพูอ่อนจากเกรปฟรุต ส้ม และกุหลาบที่ผสมกันอย่างลงตัว ทำให้คอแชมเปญหลายคนหลงรัก Brut Rosé ของ Billecart-Salmon เป็นอย่างมาก โดยสัดส่วนขององุ่นที่ใช้จะเป็นองุ่นขาวชาค์ดอนเน่ย์ (Chardonnay) 40%, องุ่นแดงปีโน่ เมอนีเย่ (Pinot Meunier) 30%, องุ่นแดงปีโน่ นัวค์ (Pinot Noir) 30%, ไวน์แดง 7% และ Reserve Wines อีก 40% หมักบ่มในสแตนเลสที่อุณหภูมิ 13 องศาเซลเซียส และหมักแบบ Malolactic Fermentation อย่างเต็มรูปแบบ

Charles Heidsieck Brut Reserve

4. Charles Heidsieck Brut Reserve (ชาคล์ ไฮด์ซีค บคูร์ เคแซค์) 

Charles Heidsieck แบรนด์แชมเปญที่มีชื่อเสียงในเรื่องส่วนผสมของ Reserve Wines ที่ใช้มากถึง 40% และใช้น้ำองุ่นสามสายพันธุ์หลักอีก 60% โดยหมักบ่มในถังแสตนเลสและเก็บรักษาเอาไว้อย่างน้อย 6 ปี หรือต่ำสุด 15 เดือน ซึ่งมีแชมเปญเพียงไม่กี่แบรนด์เท่านั้นที่จะหมักบ่มและใช้ระยะเวลานานเท่านี้ ซึ่งระยะเวลาในการหมักบ่มถือเป็นตัวการันตีถึงกลิ่นและรสชาติที่ชวนจดจำของแชมเปญ และ Charles Heidsieck Brut Reserve ก็ผ่านกรรมวิธีการหมักบ่ม จนได้รสชาติของน้ำผึ้งที่หอมหวาน กลิ่นขนมปังเนยอบ Brioche แบบฝรั่งเศส ผลไม้อบแห้ง อัลมอนด์ และกลิ่นวานิลลาที่ผสมกันออกมาอย่างไร้ที่ติ ช่วยเพิ่มความสุขในการดื่มด้วยสีเหลืองทองของแชมเปญ และพรายฟองอันละเอียดอ่อนที่เกิดจากกรรมวิธีการบ่มในห้องใต้ดินที่ใช้ระยะเวลานาน

Champagne

เปิดขวดแชมเปญอย่างไร?

การดื่มแชมเปญในร้านอาหารคงไม่ได้มีปัญหาอะไรมากมาย แต่สำหรับใครที่อยากนั่งดื่มแชมเปญแบบชิลๆ ที่บ้านก็คงจะต้องเรียนรู้วิธีการเปิดขวดแชมเปญด้วยตนเอง ซึ่งก็ไม่ได้ยากอย่างที่คิดเลย อันดับแรกเริ่มต้นจากการฉีกฟรอยด์และแกะลวดที่ครอบบริเวณปากขวดออกก่อน จากนั้นใช้ผ้าขาวบางคลุมที่ปากขวด แล้วนำมือข้างที่ถนัดจับที่ขวดแชมเปญ ส่วนมือข้างที่ไม่ถนัดจับไว้ที่จุกไม้ก๊อก โดยใช้นิ้วหัวแม่โป้งกดไว้ให้แน่น เพื่อป้องกันแรงดันภายในขวดที่จะพุ่งออกมา ก่อนที่จะเปิดขวดต้องหันปากขวดออกนอกตัวเอง และจะต้องให้ส่วนก้นของขวดรองไว้ที่บริเวณเอวหรือต้นขา จากนั้นค่อยๆ หมุนขวดแชมเปญจนจุกไม้ก๊อกหลุดออกจากขวด

การเสิร์ฟและเก็บรักษาแชมเปญที่ถูกต้อง

เพื่อดื่มด่ำกับรสชาติแสนพิเศษของแชมเปญ ควรเสิร์ฟแชมเปญแบบเย็นเฉียบที่อุณหภูมิ 5-9 องศาเซลเซียส จะเป็นอุณหภูมิที่พรายฟองทำงานได้อย่างสมบูรณ์แบบ และสิ่งที่ขาดไม่ได้เลยก็คือแก้วแชมเปญ ซึ่งจะต้องเป็นแก้วทรงสูง ขอบแก้วแคบเล็ก และมีก้านจับยาว หรือที่เรียกกันว่า แชมเปญฟรูท (Champagne Flute) นอกจากแก้วทรงนี้จะทำให้เห็นความสวยงามของพรายฟองที่ผุดออกมาจากก้นแก้วเป็นสายๆ แล้ว ลักษณะทรงเพรียวสูงยังจะช่วยกักเก็บความเย็นของตัวแชมเปญเอาไว้ได้เป็นอย่างดีอีกด้วย แชมเปญนั้นสามารถเก็บได้นาน 4-5 ปี และเก็บไว้ที่อุณหภูมิประมาณ 10-15 องศาเซลเซียส ซึ่งก่อนที่นำแชมเปญมาดื่ม แนะนำให้เอาแชมเปญออกมาแช่ไว้ในถังน้ำแข็งก่อน โดยภายในถังจะต้องมีปริมาณน้ำแข็ง 2 ส่วน และน้ำอีก 1 ส่วน แช่ทิ้งไว้ประมาณ 10-15 นาทีก่อนเสิร์ฟ ในตอนที่ดื่มไม่ว่าจะเป็นไวน์ขาว ไวน์แดง หรือแชมเปญ จะต้องจับแก้วที่บริเวณก้านจับของแก้วเท่านั้น เพราะหากใช้มือจับที่ตัวแก้วเลย อุณหภูมิความร้อนจากมือจะส่งผลให้บรรดาเหล้าองุ่นเสียรสชาติได้

ในสมัยก่อนแชมเปญอาจจะเป็นเครื่องดื่มของคนร่ำรวยและมีชื่อเสียง แต่ในปัจจุบันแชมเปญนั้นได้กลายมาเป็นเครื่องดื่มของทุกคน และยังเป็นที่นิยมมากขึ้นเรื่อยๆ ในงานสังสรรค์ แต่ผู้ดื่มก็ควรจะดื่มในปริมาณที่พอเหมาะ เพื่อจะได้ไม่ขาดสติสัมปชัญญะและเพื่อความปลอดภัยของนักดื่มทุกคน

 

 

 



tags : , , , ,


share share to facebook share to twitter

TipsDD Champagne เมื่อการเฉลิมฉลอง ชัยชนะและความสำเร็จ เริ่มที่ ‘แชมเปญ’