อาหารที่ไม่ตรงตามชื่อ

เรื่องยียวนชวนสงสัย
ของอาหารที่ไม่ตรงตามชื่อ

หลายคนคงเคยประสบปัญหาชวนเอ๊ะ! เวลาทานอาหารบางอย่างที่ชื่อทางการค้า ค้านกับตำราการปรุงจากวัตถุดิบต้นทาง ทำเอาหลอนหนัก กลัวจะเจอพิษจากคดีหลอกลวงผู้บริโภคโดยที่ตัวเองรู้ไม่เท่าทัน จริงๆ แล้วเรามีโอกาสได้เจอ อาหารที่ไม่ตรงตามชื่อ อยู่ไม่น้อยจากเมนูที่เรากินในชีวิตประจำวัน แม้ส่วนใหญ่ไม่ได้ให้โทษทางร่างกายหรือเป็นอันตรายถึงชีวิต แต่ทำให้รู้สึกมึนงงกับเรื่องที่มาของชื่อและวัตถุดิบที่ถูกต้องหน่อยๆ เท่านั้นเอง

เรื่องชวนสงสัยในวงการอาหาร
ก็มีเหตุผล เพราะ...


การตั้งชื่อเมนูเพื่อเพิ่มมูลค่าให้สินค้า

หลักการตั้งชื่อสินค้าตามองค์ความรู้ด้านการตลาด ให้ความสำคัญกับการคิดชื่อแบรนด์ซึ่งสะท้อนความรู้สึกต่อสินค้าเป็นอย่างมาก โดยเจาะรายละเอียดตั้งแต่จำนวนอักษร พยางค์ ไปจนถึงรูปแบบของคำ ว่าส่งผลต่อการรับรู้และการจดจำอย่างไร ซึ่งหลักบอกไว้ว่าชื่อที่ดีไม่ควรเกิน 4 พยางค์ หรือมากกว่า 2 คำ เพราะอาจส่งผลถึงความเข้าใจต่อสินค้าและการต่อยอดไปสู่ขั้นตอนการทำโฆษณาเพื่อสร้างการรับรู้ต่อแบรนด์ ที่สำคัญการตั้งชื่อที่ทำให้เกิดอารมณ์และความรู้สึกเชิงลบ อาจทำให้สินค้าเสียราคาและส่งผลไม่ดีต่อภาพลักษณ์ของแบรนด์ นอกเสียจากว่า จะเป็นความตั้งใจของผู้ผลิตเอง

ปลาดอรี่

กรณีของ ‘ปลาดอรี่’ (Dory) เนื้อขาวใสอมชมพู ที่ปัจจุบันใครๆ ก็รู้ว่าแท้จริงแล้วทำมาจาก ‘ปลาสวาย’ โดยต้นกำเนิดจริงๆ ของปลาสายพันธุ์นี้มีชื่อเรียกเต็มๆ ว่า ‘จอห์น ดอรี่’ (John Dory) อยู่ในทะเลน้ำลึกของมหาสมุทรแอตแลนติกและทะเลเมดิเตอร์เรเนียน เมื่อน้ำมาปรุงอาหารจะให้เนื้อสัมผัสแน่น ขาว น่ากิน แต่ก็มีราคาแพงเช่นกัน กระทั่งเกษตรกรชาวเวียดนามนำปลาสวายสายพันธุ์หนึ่งที่พบได้ตามธรรมชาติในแม่น้ำโขงมาเลี้ยงเป็นสัตว์เศรษฐกิจ เพราะมีรสชาติใกล้เคียงกับจอห์น ดอรี่ และมีราคาถูกกว่า ชื่อ ‘แพนกาเซียส ดอรี่’ (Pangasius Dory) จึงถูกนำมาใช้เป็นชื่อทางการค้าของปลาสวายนับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา

 

ราวปี 2547 ไทยหันมานำเข้าปลาสายพันธุ์นี้บ้าง โดยวางรากฐานให้เป็นสัตว์เศรษฐกิจของจังหวัดนครพนม จึงเกิดการเรียกชื่อย่อๆ ของปลาชนิดนี้ว่า ปลาดอรี่ แทนการเรียกชื่อตามสายพันธุ์จริง เพราะปลาสวายสายพันธุ์เดิมๆ ที่คนไทยคุ้นเคยมีเนื้อสีเหลืองและมีมันมากจึงไม่เป็นที่นิยมทาน การใช้ชื่อใหม่ที่หรูหรากว่าแทนจึงนับเป็นประโยชน์ทางการค้าต่อผู้ผลิต แต่ก็มีบางรายงานให้ข้อมูลว่า ปลาสวายจากเวียดนามได้ถูกส่งไปขายยังสหรัฐอเมริกาเช่นกัน แต่กลับใช้ชื่อทางการค้าแบบตรงไปตรงมา ว่า สวาย หรือ Swai โดยไม่มีการดัดแปลงชื่อแต่อย่างใด

กระเพาะปลา

กรณีนี้คงจะคล้ายกับอาหารที่ไม่ตรงตามชื่ออีกหลายเมนู เนื่องจากสาเหตุเดียวกันคือ ชื่อดั้งเดิมเข้าข่ายไม่เพราะหูหรือไม่ชวนกินเท่าที่ควร จนต้องมีการดัดแปลงชื่อใหม่ให้ชวนลิ้มลอง อย่างเช่นเมนูที่คนทั่วไปคุ้นหูในชื่อ ‘กระเพาะปลา’ อันที่จริงเกิดจากกรรมวิธีในการถนอมอาหารให้กับวัตถุดิบชั้นเลิศอย่าง ‘ถุงลมของปลาทะเลน้ำลึก’ ซึ่งใช้ในการเเลกเปลี่ยนก๊าซระหว่างหายใจและการแหวกว่ายในน้ำ อีกทั้งยังเป็นอวัยวะช่วยรับและส่งเสียง โดยถุงลมนี้ติดอยู่บริเวณด้านบนของกระเพาะอาหารปลา เมื่อนำมาขูดเอาเส้นเลือดและกล้ามเนื้อออกแล้วทอดกรอบหรือตากแห้ง จะกลายเป็นยาอายุวัฒนะอย่างดีตามความเชื่อของชาวจีน ซึ่งเก็บรักษาได้นานภายใต้ชื่อกำกับการค้าว่า กระเพาะปลา คล้ายกับชื่อเมนูเครื่องในหมูรสเลิศที่คนนิยมกินกันอย่าง กระเพาะหมู นั่นเอง

ปูอัด

กลวิธีในการตั้งชื่อเมนูอาหารลักษณะนี้ยังถูกนำไปใช้เพิ่มมูลค่าให้อาหารอีกหลายอย่าง ที่ชื่อดั้งเดิมทำให้เสียราคา จึงมีการใช้ชื่อลวงเพื่อเพิ่มมูลค่าให้วัตถุดิบนั้นๆ เช่น ‘ปูอัด’ ที่ธาตุแท้ทำจากเนื้อปลาบด จำพวกปลาทรายแดง ( Ornate threadfin bream), ปลาอลาสก้า พอลล็อก (Alaska Pollock) และปลาตาหวาน (Purple-spotted Bigeye) โดยเนื้อปลานานาชนิดที่ถูกบดเป็นเนื้อเดียวกันแล้วเรียกว่า ซูริมิ (Surimi) ก่อนนำมาคลึงเป็นแผ่นบาง ม้วนอัดกันเป็นแท่ง และย้อมสีขาวแดง ได้เมนู ‘ปลาอัดแท่ง’ ที่มีราคาขายในท้องตลาดเพิ่มขึ้น มีทั้งเกรดที่กินสดได้เลย และเกรดที่ต้องนำไปทำให้สุกก่อนอย่างที่วางขายตามร้านหมูกระทะ และทอดขายตามรถเข็น แต่ก็ยังมีผู้ผลิตหลายเจ้าหวังดีเขียนชื่อภาษาอังกฤษกำกับการค้าไว้ด้วยว่า Imitation Crab หรือ เมนูเลียนแบบเนื้อปู เป็นอันเข้าใจตรงกันว่า ที่ปูอัดค้าขายได้ในราคาถูกกว่าราคาเนื้อปูจริงๆ หลายเท่าตัว ก็มาจากเหตุผลนี้นี่เอง

ไข่กุ้ง

ไม่เว้นแม้เเต่เบื้องหลังเมนู ‘ไข่กุ้ง’ หรือโทบิโกะ (Tobiko)  ท็อปปิ้งยอดนิยมบนซูชิเลิศรส ที่ความจริงคือไข่ของปลา โทบิอุโอะ (Tobiuo) หรือปลาบิน ซึ่งพบมากตามชายฝั่งทางตอนใต้ของประเทศญี่ปุ่น บริเวณเกาะคิวชู โดยไข่กุ้งจริงๆ นั้น ชาวญี่ปุ่นเรียกว่า ebiko มีราคาแพงและหาทานแบบเพียวได้ยาก การเรียกไข่ปลาโทบิอุโอะว่าไข่กุ้งในวงการค้านั้น จึงเพิ่มมูลค่าให้ไข่ชนิดนี้ได้ไม่น้อยเลยทีเดียว

ชื่อเมนูตั้งตามรูปลักษณ์

ขนมไข่เต่า
ปลากริมไข่เต่า
(photo by cony pirinanan)

นอกเหนือจากการตั้งชื่อเมนูเพื่อเพิ่มมูลค่า การตั้งชื่อตามรูปลักษณ์ก็ถือเป็นหลักการง่ายๆ ของบรรดาอาหารไม่ตรงตามชื่อ เพราะไม่มีอะไรซับซ้อนและไม่มีเรื่องมูลค่าทางธุรกิจเข้ามาแอบแฝง แต่เป็นการทึกทักเอาตามการเปรียบเทียบและความชินตา ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดเจนเลยคือ บรรดาขนมทรงกลมทั้งหลายที่แม้จะทำจากแป้ง น้ำตาล และธัญพืชแบบไทยๆ แต่ก็ไม่วายมีการนำชื่อไข่ของสัตว์ชนิดต่างๆ มาใช้เป็นชื่อเรียกแทน เช่น ขนมไข่เต่า ขนมไข่หงส์ (บางที่เรียกไข่ตัวเงินตัวทอง) ขนมไข่จิ้งจก เป็นต้น

การตั้งชื่อเมนูเลียนแบบรูปลักษณ์ของสัตว์นี้ยังรวมถึงเมนู ‘ปลากริมไข่เต่า’ ซึ่งทำจากแป้งมันผสมแป้งข้าวเจ้า โดยส่วนที่ปั้นเป็นทรงกลมต้มในน้ำกะทิและน้ำตาลปี๊บเรียก ไข่เต่า เพราะมีลักษณะกลมคล้ายไข่ของสัตว์ตามชื่อ และส่วนที่ปั้นเป็นทรงรียาวต้มกับน้ำกะทิและเกลือป่นเรียก ปลากริม เพราะมีรูปลักษณ์คล้ายปลากริม ซึ่งเป็นปลาสวยงามสกุลเดียวกับปลากัด มีลักษณะหัวท้ายเป็นทรงรีแหลม นั่นเอง

ทองหยิบ ทองหยอด และฝอยทอง

นอกจากนี้ ยังมีบางเมนูที่ทำจากวัตถุดิบที่สีสันคล้ายข้าวของมีค่า การตั้งชื่อให้คล้องจองกันจึงถือเป็นการให้ชื่อมงคลกับเมนูธรรมดาๆ จนสามารถนำไปต่อยอดได้หลายโอกาส ที่เห็นชัดที่สุดคงหนีไม่พ้นบรรดาเมนูขนมงานแต่งตระกูลทองต่างๆ ซึ่งสะท้อนความหมายถึง ความมั่งคั่ง ร่ำรวย และการมีอายุยืนยาว ตามชื่ออันเป็นมงคลอย่าง ‘ทองหยิบ ทองหยอด และฝอยทอง’ ที่แม้ไม่ได้ทำจากทองคำ แต่ได้สีสันจากวัตถุดิบหลักอย่างไข่แดงเป็นตัวชูโรง ชวนให้นึกถึงทองคำอันล้ำค่าได้เป็นอย่างดี โดยขนมตระกูลทองนี้นอกจากจะนิยมเสิร์ฟตามงานมงคลแล้ว ยังมีการนำไปเป็นของถวายให้สิ่งศักดิ์สิทธิ์อีกมากมาย

ทับทิมกรอบ

ตามมาติดๆ กับอีกหนึ่งเมนูที่ชื่อล้ำค่าอย่าง ‘ทับทิมกรอบ’ แม้ไม่ติดโผเป็นเมนูขนมในงานมงคล แต่ก็อยู่คู่ประวัติศาสตร์ขนมไทยมาช้านานตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 โดยมีบางหลักฐานระบุว่า เป็นขนมของชาวบ้านที่ดัดแปลงมาจากขนมของคนเวียดนาม กระทั่งพระวิมาดาเธอพระองค์เจ้าสายสวลีภิรมย์ กรมพระสุทธาสินีนาฏ ปิยมหาราชปดิวรัดา พระอรรคชายาเธอในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้ทรงนำสูตรมาปรับปรุงก่อนนำขึ้นทูลเกล้าฯ ถวาย จนเป็นที่ถูกพระทัยพระพุทธเจ้าหลวง โดยเมนูทับทิมกรอบมีรูปลักษณ์สอดคล้องกับเมล็ดทับทิมที่เป็นผลไม้จริงๆ มีรสสัมผัสกรอบจากแห้วหรือมันแกว และมีผิวบางใสเหนียวนุ่มจากแป้งมัน ส่วนสีสันสดใสดั่งอัญมณีล้ำค่าอย่างทับทิม เกิดจากการผสมด้วยสีแดงตามธรรมชาติ หรือไม่ก็สีผสมอาหาร นั่นเอง

เยื่อไผ่

วัตถุดิบชั้นดีอย่าง ‘เยื่อไผ่’ ที่มักปรากฏให้เห็นในเมนูซุปรสโอชา ก็เข่าข่ายการตั้งชื่อตามรูปลักษณ์เช่นกัน ทำเอาใครต่อใครที่ทานหลงนึกว่าตัวเองได้ทานเยื่อจากกระบอกไม้ไผ่ที่หายากเข้าจริงๆ แต่รู้หรือไม่ว่า มันคือเห็ดชนิดหนึ่งซึ่งมีต้นกำเนิดมาจากประเทศจีน ชื่อว่า ‘เห็ดเยื่อไผ่’ เพราะในขั้นตอนการปลูกต้องนำไม้ไผ่ผ่าซีก แกลบ และขุยมะพร้าวที่เต็มไปด้วยความชื้น มาแผ่รองเป็นฐานเพื่อใช้ในการเพาะเห็ด เมื่อโตเต็มวัยส่วนที่เรียกว่าเยื่อจะสานต่อกันจนมีลักษณะคล้ายกระโปรงหรือร่างแห คล้ายเยื่อที่เกิดจากไม้ไผ่โดยตรง แต่หากสังเกตดูใกล้ๆ จะพบว่าเยื่อนั้นยาวออกจากบริเวณโคนดอกเห็ดต่างหาก กลายเป็นชื่อเรียกอีกอย่างหนึ่งของเห็ดชนิดนี้ว่า ‘เห็ดร่างแห’ ซึ่งถือเป็นอาหารไม่ตรงตามชื่ออีกอย่าง ที่ได้รับความนิยมว่าเป็นยาอายุวัฒนะ และขายได้ในราคาดี

  

ตั้งชื่อเมนูเรียกขานตามตำนาน

ไข่เยี่ยวม้า

เป็นอีกทางเลือกในการตั้งชื่อที่ดูคูลเสียจริงๆ เพราะบางอย่างมีตำนานเล่าขานต่อกันหลายร้อยปี จนเป็นที่มาของชื่อไม่ธรรมดาในปัจจุบัน อาทิ ‘ไข่เยี่ยวม้า’ เปลือกสีชมพูหวานแหวว ที่มีตำนานเล่าว่าเกิดขึ้นครั้งแรกทางตอนใต้ของจีน เมื่อเกษตรกรพยายามทำความสะอาดคอกม้าด้วยการนำฟางและแกลบมากลบสิ่งปฏิกูล เพื่อให้แบคทีเรียจากการหมักหมมของเน่าเสียเป็นตัวฆ่าเชื้อโรคและกำจัดกลิ่นเหม็นของฉี่ม้า หลายเดือนผ่านไปเกษตรกรกลับมารื้อฟางและแกลบชุดเก่าออก เพื่อนำชุดใหม่เปลี่ยนลงไปแทน ปรากฏว่าพบไข่เป็ดใบหนึ่งถูกทับถมไปพร้อมฉี่ม้าแต่ยังคงไม่เน่าเสีย แถมยังสามารถรับประทานได้อีก จากตำนานจึงกลายมาเป็นกรรมวิธีถนอมอาหารที่นิยมในปัจจุบัน อย่างไรก็ตามยังคงมีหลายตำราออกมาค้านว่า การทำไข่เยี่ยวม้าแท้จริงเป็นเพียงองค์ความรู้เรื่องการถนอมอาหารโดยใช้ค่าความเป็นด่างจากปูนขาว เพื่อกักเก็บอาหารให้อยู่ได้นานแรมปี ส่วนการตั้งชื่อพิสดารๆ ให้นั้น ก็เพราะเป็นเมนูที่มีกลิ่นฉุนคล้ายแอมโมเนียในฉี่ของม้าเท่านั้นเอง

เสือร้องไห้

เมนูอีสาน ที่ถูกปากคนทุกเพศทุกวัยอย่าง ‘เสือร้องไห้’ ก็มีตำนานที่เล่าต่อกันมาอย่างหนาหู โดยเรื่องเล่าถึงเสือลายพาดกลอนตัวหนึ่งที่ล่าวัวมากินอย่างอิ่มหมีพีมัน จนไม่สามารถกินเนื้อบริเวณหน้าอกของวัวได้อีก ทั้งที่เนื้อส่วนนี้นุ่มและอร่อยเป็นที่สุดเพราะเต็มไปด้วยไขมันแทรกอยู่ มันจึงได้แต่เสียอกเสียใจในความตะกละตะกลามโดยไม่ไตร่ตรองของตัวเอง ขณะที่บางตำราเชื่อว่า เป็นเพียงการกล่าวถึงริ้วไขมันที่พาดผ่านเนื้อบริเวณหน้าอกของวัว จนมีลวดลายคล้ายลายพาดกลอนบนหนังเสือ เมื่อนำไปปรุงอาหารด้วยความร้อนมันที่แทรกอยู่จะไหลเยิ้มออกมา เป็นที่มาของชื่อ เสือร้องไห้

น้ำตก

เรื่องเล่าชุดหลังสอดคล้องกับที่มาของชื่อ ‘น้ำตก’ เมนูขึ้นชื่ออีกอย่างของคนอีสาน ซึ่งว่ากันว่า น้ำตกเป็นเมนูที่พัฒนาต่อยอดมาจาก ‘ก้อย’ เพราะเดิมทีคนอีสานมักปรุงเนื้อสดให้สุกด้วยการบีบมะนาว ก่อนนำไปคลุกเคล้ากับเครื่องลาบเรียกว่า ก้อย แต่ถ้าอยากให้สุกมากขึ้นก็นำไปย่างจนน้ำและไขมันที่แทรกอยู่ในเนื้อตกลงมาบนเตา กลายเป็นเมนูเนื้อสุดชุ่มฉ่ำที่เรียกว่า น้ำตก หรือกล่าวอีกนัยหนึ่ง น้ำตก ก็คือระดับความสุกของเนื้อที่กำลังดี ไม่แข็งหรือดิบจนเกินไป นิยมจิ้มแจ่วกินแบบธรรมดา หรือนำไปปรุงใส่เครื่องลาบเพิ่มก็ได้ เป็นอีกเมนูคุ้นปากคนไทยที่ใช้ชื่อว่า ‘ลาบน้ำตก’ นั่นเอง

ไก่สามอย่าง

ไม่เว้นแม้แต่เมนูปริศนาในวงเหล้าที่มีมาตั้งแต่สมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 อย่างเมนู ‘ไก่สามอย่าง’ ที่ทำเอาคนรุ่นลูกรุ่นหลานออกอาการงงกับชื่อไม่น้อย ก็มีเรื่องเล่ากับเขาเหมือนกัน ว่ากันว่าสมัยสงครามนั้นไก่หายากยิ่งกว่าทอง หนุ่มขาก๊งทั้งหลายจึงคิดอุบายขึ้นมาอำเพื่อนในวงเหล้าเล่นๆ โดยให้ควานหาเนื้อไก่ในเครื่องเมี่ยงคำ ได้แก่ กุ้งแห้งทอด ถั่วลิสงคั่ว หอมแดง ขิง ตะไคร้ มะนาว และพริกขี้หนูซอย พร้อมหลอกว่า ในนี้มีไก่อยู่ถึงสามอย่างเลยทีเดียว จนแล้วจนรอดกระทั่งเครื่องเมี่ยงคำหมดจาน ก็ยังหาไก่ไม่เจอสักอย่างอยู่ดี

 

ไม่ว่าอาหารที่เราทานจะมีชื่อยียวนชวนสงสัยอย่างไร หากมันไม่ทำให้สุขภาพแย่ลง แถมยังพ่วงมาด้วยเรื่องราวน่าขบขัน ก็นับเป็นเรื่องดีไม่น้อยไม่ใช่หรือ ส่วนเรื่องความปลอดภัยก็ถือเป็นหน้าที่รับผิดชอบของผู้กินเอง เพราะถ้าคนกินยังคงครองสติได้ดีอยู่ เรื่องการหลอกลวงผู้บริโภคก็ไม่ใช่ประเด็นที่น่ากังวลอีกต่อไป

 

 



tags : , ,


share share to facebook share to twitter

TipsDD เรื่องยียวนชวนสงสัย ของอาหารที่ไม่ตรงตามชื่อ