MasterChef Thailand

เปิดครัวอาหารไทย
กับ MASTERCHEF THAILAND

“คุณเป็นคนไทย และนี่คือมาสเตอร์เชฟประเทศไทย ถ้าคุณเป็นคนไทย คุณต้องลองศึกษาวัตถุดิบไทย เพราะคุณต้องรู้จักวัตถุดิบไทยให้ดีกว่าใคร”

“ครับ / ค่ะ เชฟ!!! ”

เสียงตอบรับอย่างแข็งขันดังออกจากหน้าจอโทรทัศน์ในเย็นวันอาทิตย์ ใช่แล้ว…นี่คือรายการ MasterChef Thailand ซีซั่น 2 รายการแข่งขันทำอาหารลิขสิทธิ์จากประเทศอังกฤษที่กำลังโด่งดังในบ้านเราขณะนี้ ภายใต้การแข่งขันอันดุเดือด และความกดดันจากเชฟฝีมือดี-ฝีปากแซ่บทั้ง 3 ท่าน (ม.ล.ภาสันต์ สวัสดิวัตน์ เชฟเอียน-พงศ์ธวัช เฉลิมกิตติชัย และหม่อมหลวง ขวัญทิพย์ เทวกุล) องค์ประกอบทั้งหมดในรายการมันช่างกลมกล่อมชวนให้รู้สึก “อยากอาหาร” ทุกครั้งที่ได้รับชม

ในฐานะแฟนรายการคนหนึ่ง เราได้เห็นเสน่ห์ของการทำอาหาร เสน่ห์ของการเป็นพ่อครัวแม่ครัว รวมทั้งเสน่ห์ของเมนูสุดพิเศษที่ผู้เข้าแข่งขันตั้งใจทำออกมา และแน่นอน ( ดังที่เชฟทั้ง 3 ท่านย้ำเสมอ ) ว่าที่นี่คือมาสเตอร์เชฟประเทศไทย อาหารไทยของเรานี่แหละที่รสชาติอร่อยไม่แพ้ชาติใดในโลก จึงทำให้ในแต่ละสัปดาห์มีโจทย์สุดหินจากวัตถุดิบอาหารไทยที่ทำให้ผู้เข้าแข่งขันปาดเหงื่อไปตามๆ กัน ไม่ว่าจะเป็นบททดสอบจากปลาร้า การทอดไข่ดาวแบบไทยแท้ หรือจะเป็นการแข่งขันทำเค้กลาวาสังขยาใบเตย

สำหรับคนที่ชื่นชอบการกินเป็นชีวิตจิตใจแต่ทำอาหารไม่เป็นเสียเลย ขอยอมรับว่ารายการนี้ได้เปิดโลกของการทำอาหารอีกมิติหนึ่ง ทำให้เราเห็นอัตลักษณ์ของอาหารไทย ความละเมียดละไมและใส่ใจทุกๆ รายละเอียดของเชฟ และขั้นตอนที่พิถีพิถันในทุกส่วนกว่าจะได้เมนูสุดพิเศษหนึ่งจาน

เปิดตำนานครัวไทย

ลักษณะเด่นของอาหารไทย คือความหลากหลายของรสชาติและส่วนประกอบ นับเป็นภูมิปัญญาที่แสดงความเฉลียวฉลาดของคนสมัยก่อนไว้อย่างดียิ่ง เพราะใครจะไปคิดว่าการนำสมุนไพรไทยที่มีทั้งกลิ่นและรสชาติแรงมาผสมผสาน ตำรวมกันเป็นเครื่องแกงจะทำให้มีรสชาติกลมกล่อม ทั้งเปรี้ยว เค็ม หวาน และเผ็ดร้อน รังสรรค์เป็นเมนูอาหารไทยประเภทต่างๆ ทั้งอาหารประเภทต้ม แกง  ยำ และเครื่องจิ้มได้อย่างน่ารับประทาน

อาหารไทย
น้ำพริกกะปิ

และหากลองนั่งไทม์แมชชีนกลับไปในอดีต จะพบว่าองค์ประกอบของอาหารไทย ไม่ได้แตกต่างจากปัจจุบันเท่าไรนัก คนไทยในอดีตยังคงรับประทานข้าว มีอาหารประเภทต้ม แกงและน้ำพริกเช่นกัน

สมัยสุโขทัย : คนไทยรับประทานข้าวเป็นจานหลัก เนื้อสัตว์จะเป็นปลาเสียส่วนใหญ่ ปรากฏคำว่า “แกง” ในไตรภูมิพระร่วง นอกจากนี้ยังมีแฟง แตงและน้ำเต้า ส่วนอาหารหวานก็ใช้วัตถุดิบพื้นบ้าน เช่น ข้าวตอกและน้ำผึ้งและนิยมกินผลไม้แทนอาหารหวาน

สมัยอยุธยา :  คาดว่าคนไทยยังคงรับประทานปลาเป็นหลัก มีอาหารประเภทต้มและแกง รู้จักใช้น้ำมันมาประกอบอาหาร แต่เป็นน้ำมันมะพร้าวและกะทิ มีอาหารประเภทจิ้มอย่างน้ำพริกกะปิ และพบการใช้เครื่องเทศอย่างหัวหอมและ กระเทียม

สมัยธนบุรี :  จากหลักฐานที่ปรากฏในหนังสือแม่ครัวหัวป่าก์ อาหารไทยสมัยกรุงธนบุรีน่าจะคล้ายคลึงกับสมัยอยุธยา แต่ที่พิเศษคือ มีอาหารประจำชาติจีนด้วย

สมัยรัตนโกสินทร์ ยุคที่ 1 (พ.ศ. 2325 – พ.ศ. 2394) : นอกจากจะมีอาหารประเภทต้ม ผัด แกง ทอดเหมือนปกติแล้ว ยังมีอาหารที่ปรุงด้วยเครื่องเทศแบบอิสลาม และมีอาหารที่ได้รับอิทธิพลจากอาหารจีนโดยสังเกตจากการใช้หมูเป็นส่วนประกอบ เนื่องจากหมูเป็นอาหารที่คนไทยไม่นิยมแต่คนจีนนิยม มีขนมที่มีลักษณะอบกรอบ เช่น ขนมผิง ขนมลำเจียก และมีขนมที่มีน้ำหวานและกะทิเจืออยู่ด้วย ได้แก่ ซ่าหริ่ม บัวลอย เป็นต้น

สมัยรัตนโกสินทร์ ยุคที่ 2 (พ.ศ. 2394 – ปัจจุบัน) : ตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 4 ประเทศไทยได้ติดต่อกับต่างชาติมากขึ้น ส่งผลให้อาหารไทยในยุคนี้มีความหลากหลาย มีทั้งอาหารจานเดียว อาหารว่าง อาหารหวาน และอาหารนานาชาติ พบการบันทึกต้นตำรับของอาหารทั้งแบบชาววังและแบบชาวบ้าน

ผัดกะเพรา

ถึงแม้ว่าอาหารไทยจะมีภูมิปัญญาที่สอดแทรกอยู่ในทุกเมนูก็ตาม แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าอาหารไทยในปัจจุบันมีความผิดเพี้ยนไปจากอาหารไทยแบบดั้งเดิมอยู่บ้าง

“หลักๆ จริงๆ เลย ผัดกะเพราคือเนื้อสัตว์ที่สับแล้ว แล้วก็ใบกะเพราแล้วก็พริก ซึ่งปัจจุบันที่เราได้รับประทานกันก็คือใส่ซีอิ๊วดำไปซะ ซึ่งมันเป็นวัตถุดิบของจีน เดิมเลยสีคล้ำที่อยู่ในผัดกระเพรา คือการตำพริกเหลืองกับกับพริกแดงและก็พริกขี้หนู แต่ปัจจุบันมันยิ่งไปกว่านั้นอีกคือใส่แครอท ถั่วฝักยาว ข้าวโพดอ่อน...”

นี่คือบางส่วนที่หม่อมหลวงขวัญทิพย์ เทวกุล หรือเชฟป้อมจากรายการ MasterChef Thailand พูดถึงเมนูสามัญประจำร้านอาหารตามสั่งเอาไว้อย่างถึงพริกถึงขิงใน “รายการเจาะใจ”

เชฟป้อม

นอกจากนี้เชฟป้อมยังให้คำนิยามของสำรับอาหารไทยเอาไว้ว่า ในสมัยก่อนคนไทยอาศัยอยู่รวมกันเป็นครอบครัวใหญ่ทำให้มีหลายช่วงอายุในครอบครัว ดังนั้นการจัดสำรับของชาวไทยในสมัยนั้นจะต้องประกอบด้วยอาหารที่ทำให้คนทุกวัยในครอบครัวรับประทานร่วมกันได้ และรสชาติจะต้องสอดคล้องกัน เช่น ถ้าในสำรับมีเครื่องจิ้มเป็นหลน ก็ไม่ควรมีแกงกะทิ หรือถ้ามีแกงกะทิก็ควรรับประทานร่วมกับยำเพื่อตัดเลี่ยน เป็นต้น 

ส่วนความแตกต่างระหว่างอาหารชาววังกับอาหารชาวบ้านนั้น สามารถจำแนกได้แบบง่ายนิดเดียวคือ หากเป็นอาหารของชาวบ้านทั่วไปจะมีรสชาติจัดจ้านได้ตามความชอบ ถ้าเป็นน้ำพริกก็จะเด็ดผักจากริมรั้วมารับประทานได้เลย แต่หากเป็นอาหารที่ชาววังรับประทานจะต้องมีรสชาติกลมกล่อม ไม่มีรสชาติจัดจ้าน หากจะทานน้ำพริกก็ต้องแกะสลักผักให้พอดีคำ ปลาทูก็ต้องแกะก้างออกเหลือเอาแต่เนื้อให้รับประทานได้สะดวก

อาหารไทย

ดูแล้ว อาหารไทยน่าจะเป็นอาหารที่มาจากความเรียบง่ายโดยแท้จริง เพียงคนทำอาหารต้องมีความเข้าใจในวัตถุดิบและประกอบอาหารให้ถูกต้องตามหลักเกณฑ์ที่ถ่ายทอดกันมา อย่างที่เห็นในรายการ MasterChef Thailand ที่เชฟต่างเคี่ยวกรำผู้เข้าแข่งขันทุกคน และพยายามชูวัตถุดิบของไทยให้มีความสำคัญไม่แพ้วัตถุดิบต่างชาติ อีกทั้งยังใส่ใจเรื่องความคิดสร้างสรรค์ของแต่ละเมนู ทำให้อาหารทุกจานมีองค์ประกอบครบ! ทั้งเรื่องของหน้าตาและรสชาติ เรียกได้ว่าเป็นการดัดแปลงเมนูอาหารให้น่ารับประทานและเหมาะสมกับยุคสมัย จนถือกำเนิดอาหารไทยตำรับ 2018 ขึ้นหลายเมนูบนเวทีการแข่งขันนี้

 

 

 

ที่มา:
https://youtu.be/K3D1PShWp8s
https://www.the101.world/life/kwantip-devakula-interview/



tags : , , ,


share share to facebook share to twitter

TipsDD เปิดครัวอาหารไทย กับ MasterChef Thailand